คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

นับเป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเต้นตุบๆ ทุกครั้งที่จะหางานทำเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะเรามักจะกลัวคำถาม และกลัวการตอบคำถามสัมภาษณ์งานของเราค่ะ วันนี้เราจึงมีตัวอย่างคำถามที่ต้องเจอแน่นอนมาฝากกันค่ะ

              1.) ขอให้คุณเล่าเรื่องของคุณสั้นๆ

เปิดคำถามมาก็มักจะกว้างเป็นแม่น้ำอย่างนี้ล่ะค่ะ คำถามนี้เจอแน่นอนและมักจะเป็นคำถามแรกเสมอ หากเจอสถานการณ์นี้เข้าไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติค่ะใจเย็นๆ ห้ามลนลาน แม้ในใจของคุณไม่รู้จะเริ่มเล่าเรื่องของคุณตั้งแต่ช่วงไหนดี  เอาง่ายๆ แบบนี้ว่า ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลค่ะ เริ่มแค่จากสมัยเรียนปริญญาตรีก็พอจ้า  การสัมภาษณ์งานเพื่อให้เขาได้รู้จักตัวเรามากขึ้นจากใบสมัครค่ะ และหากคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างแล้ว ก็เล่าถึงที่ทำงานในปีแรกจนถึงล่าสุด เพียงแค่บอกชื่อที่ทำงานและตำแหน่งงานก็พอนะคะ ที่เหลือเดี๋ยวกรรมการเค้าจะถามต่อเองจ้า

คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

              2.) เพราะอะไร คุณถึงอยากร่วมงานกับเรา

เอาล่ะสิคะ คำถามยากแฮะ เป็นคำถามวัดปฏิภาณไหวพริบทีเดียวค่ะ เพราะนี่ไม่ได้มีคำตอบตายตัวนะคะ ความเป็นตัวเราล้วนๆ เลย ที่จะช่วยให้ผ่านด่านนี้ไปได้  แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สิ่งที่เราแนะนำคือ ก่อนมาสัมภาษณ์งานคุณควรเข้าเวปบริษัทและอ่านข้อมูลมาโดยละเอียดค่ะ เมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป ก็งัดมันออกมาตอบได้เลย เช่น เพราะความมั่นคงของบริษัทซึ่งก่อตั้งมาแล้วกว่า 50 ปี (บลาๆๆๆๆ ก็ว่าไป) หรือ ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ว่า (จุดๆๆๆๆๆ อะไรก็ว่าไปค่ะ) เท่านี้ก็ได้ใจกรรมการเพิ่มแล้วจ้า

              3.) หากได้ร่วมงานกับเรา คุณจะพัฒนางานของคุณอย่างไร

คำถาม สัมภาษณ์งาน นี้หินไม่แพ้กันค่ะ อันนี้ขอแนะนำว่าให้ซ้อมตอบมาเลยนะคะ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่เราเดินไปสมัครค่ะ เพราะหากไม่ซ้อมรับรองว่าหน้างานมีการเอิ๊กอั๊กเลิกลั๊กให้เสียคะแนนแน่นอน

              4.) สะดวกในการเดินทางมาทำงานหรือไม่

คำถามนี้เหมือนจะตอบง่ายค่ะ แต่ห้ามตอบส่งๆ ไปเพียงเพราะอยากได้งานนะคะ เพราะกรรมการสัมภาษณ์งาน จะพิจารณาตั้งแต่เห็นที่อยู่เราจากในใบสมัครแล้วค่ะ ว่า โอ้โห!!! ที่บ้านกับที่ทำงาน อยู่กันคนละซีกโลกเลยนี่ หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาที่กรรมการจะตั้งคำถามค่ะ หากเราตอบว่าได้ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง กรรมการก็จะมี Question ในใจนิดหน่อยแต่ไม่ได้คะแนนเพิ่มนะคะ แต่หากตอบว่า ถ้าได้งานก็จะหาที่พักใกล้ที่ทำงาน อันนี้มีเปอร์เซ็นต์สูงในการผ่านการพิจารณาค่ะ

              5.) คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

นี่เป็นคำถามชี้ชะตา ว่าเราจะได้ร่วมงานหรือไม่นะคะ อุตส่าห์ตอบมาดีทั้งหมด หลายคนตกม้าตายตอนนี้ คือเรียกเงินเดือนสูงไปก็ไม่รอดนะคะ

ประสบการณ์ทำงานไม่มี จะสมัครงานได้ไหม

เป็นคำถามง่ายๆ แต่ทำให้หลายคนกังวลใจจนนอนไม่หลับเลยทีเดียวค่ะ เมื่อเกิดคำถามนี้ในใจ ให้คิดไว้เสมอค่ะ ว่าทุกคนย่อมมีการเริ่มต้น หากไม่นับหนึ่งแล้วจะเดินขึ้นไปสองได้อย่างไร จริงมั๊ยคะ ฉะนั้นแล้วถึงไม่มีประสบการณ์ก็สามารถสมัครงานได้แน่นอนค่ะ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องนึงก่อนค่ะว่า ในยุคปัจจุบันการแข่งขันสูงขึ้น เศรษฐกิจมีผลต่อผลกำไรของบริษัท นั่นหมายความว่ากำไรน้อยความสามารถในการจ้างคนที่ประสบการณ์ทำงานสูงย่อมน้อยตามไปด้วยค่ะ เพราะการจ้างงานต้องจ่ายเงินเดือนตามประสบการณ์ทำงาน ยิ่งประสบการณ์มาก ห้าปี สิบปี ยิ่งต้องจ้างแพงตามลำดับ หลายบริษัทจึงหันมาจ้างเด็กใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน เพราะนอกจากจะประหยัดงบได้แล้วเด็กใหม่ยังมีไฟในการทำงานสูงอีกด้วยค่ะ ที่เหลือก็ฝากความหวังไว้ที่รุ่นพี่ที่จะทำการสอนงานให้น้องใหม่ไปได้ถึงฝั่งฝัน

ประสบการณ์ทำงานไม่มี จะสมัครงานได้ไหม

 

นอกจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานนั้นๆ ค่ะ ว่าต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานหรือไม่ หากต้องการ ต้องการกี่ปี หากเราอยู่ในข่ายคุณสมบัติที่บริษัทต้องการ ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ พกความมั่นใจไปพร้อมกับเรซูเม่ได้เลย และหากบริษัทไหนที่ต้องการเด็กจบใหม่ ยิ่งเป็นโอกาสอันดีงามค่ะ เตรียมตัวเองให้พร้อมและไปสมัครงานได้เลย เพียงแต่ก่อนไป ก็เตรียมตัวเองสักนิดนะคะในการตอบคำถามคณะกรรมการ

ในส่วนของบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีประสบการณ์การทำงาน แล้วคณะกรรมการจะดูอะไรเป็นหลัก

1.) กิจกรรมที่ทำในสมัยเรียนค่ะ ต้องยอมรับว่ายุคปัจจุบัน จะเรียนดีเป็นเด็กเนิร์สอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะคะ ต้องมีกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยด้วย เพราะไม่มีบริษัทไหนต้องการคนที่มานั่งทำงานอย่างเดียวค่ะ ในด้านทักษะอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการ  ความรับผิดชอบในหน้าที่  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  หรือการบริหารเวลา  การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่สำคัญที่บริษัทต้องการเช่นกัน หากไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน แต่ประสบการณ์จากการร่วมกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย จะเป็นตัวสำคัญในการตอบโจทย์คณะกรรมการค่ะ

2.) ในระหว่างเรียนเราทำงานพิเศษอะไรมาบ้างหรือไม่  ซึ่งหากไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะคะ หากแต่ถ้ามีประวัติด้านการทำงาน พาร์ทไทม์ หรือการทำงานพิเศษอะไรมา คณะกรรมการย่อมจะพิจารณา ทักษะและความสามารถต่างๆ ของเราจากการทำงานเหล่านั้นแทน ถือว่าเป็นแต้มต่อที่เราได้มากกว่าใครเขาไปอีกหนึ่งสเตปค่ะ

ดังนี้แล้ว น่าจะคลายความกังวลใจลงไปได้บ้าง และเตรียมความพร้อม เตรียมความมั่นใจของเราให้ดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

ที่มา : https://www.jobtopgun.com/

เตรียมตัวสมัครงานอย่างไรให้ได้งาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะสำหรับคำถามยอดฮิตนี้ ที่ทั้งนิสิตจบใหม่ หรือแม้แต่พี่เก่าที่เคยทำงานมาแล้วก็ตาม ยังคงมีข้อสงสัยอาจจะเนื่องด้วยสมัครงานมาแล้วหลายที่ก็ยังไม่โดนใจกรรมการซักที แน่นอนค่ะว่าเราน่าจะต้องบกพร่องเรื่องใดเรื่องหนึ่งถึงยังไม่ผ่านการพิจารณา แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สำหรับพี่เก่าและรวมถึงน้องบัณฑิตใหม่ เพราะวันนี้เรามีทีเด็ดเคล็ดไม่ลับ นำมาฝากกันง่ายๆ ตามนี้เลยจ้า

1.) First Impression

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร ทำไมต้องคำนึงถึง First Impression?? คำตอบคือสำคัญมากถึงมากที่สุดค่ะ เพราะ First Impression คือ ความประทับใจแรกพบ ในข้อนี้ก็จะได้ใจกรรมการไปแล้ว 80% ค่ะ

ก่อนอื่นเลยเราต้องมาดูกันก่อนว่า  เรา… กำลังเดินเข้าไปสมัครงานในตำแหน่งอะไร และตำแหน่งงานนี้น่าจะต้องการพนักงานที่มีบุคลิกภาพแบบไหน เช่น คล่องแคล่ว พูดจาฉะฉาน มั่นใจในตัวเอง เป็นต้น

หากตีโจทย์นี้ได้ เราจะสามารถพิชิตใจกรรมการได้แน่นอนค่ะ เพราะสิ่งนี้คือบุคลิกภาพภายใน ส่วนต่อไปคือบุคลิกภาพภายนอก อันดับแรกหลังจากที่ได้คำตอบแล้ว ต้องเช็คเสื้อผ้าหน้าผม ต้องเรียบร้อย แต่งหน้าน้อยๆ พองามเน้นที่ความสะอาด อันนี้ไม่เกี่ยวกับความสวยหรือไม่สวยอันเป็นมาแต่กำเนิดนะคะ

ย้ำนะคะ!! อย่าเดินเข้าไปสัมภาษณ์งานหากคุณมาแบบกระเซอะกระเซิงประหนึ่งนั่งวินถอยหลัง รับรองว่าสภาพนี้ตกรอบตั้งแต่ยังไม่ได้ตอบคำถามแรกค่ะ ในส่วนต่อมา คือการแต่งกาย ควรสวมชุดเรียบร้อย ผู้หญิงกระโปรงไม่สั้นจนเกินไป และควรใส่เสื้อสูทให้เรียบร้อย และห้ามใส่รองเท้าแตะเด็ดขาด เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ค่ะ

2.) เตรียมความเฉลียวฉลาดไปให้พร้อม

เมื่อตรวจสอบด้านกายภาพกันแล้ว ส่วนต่อมาคือ การเข้ามานั่งในห้องสัมภาษณ์งานค่ะ สิ่งที่ต้องเตรียมแน่นอนคือ เรซูเม่ (Resume) เตรียมเผื่อ 2 ชุดค่ะ เพราะบางที่ต้องการ 2 ชุด

หากเราเตรียมไปพร้อมก็แสดงถึงความรอบคอบและความพร้อมที่ต้องการจะทำงานของเราเช่นกันค่ะ (อย่าลืมนะคะ HR เค้าสังเกตทุกกระเบียดนิ้วค่ะ) สิ่งสำคัญอย่าลืมรูปถ่ายค่ะ บางที่อะลุ่มอล่วยให้นำมาวันหลังได้ แต่แน่นอนค่ะคุณโดนตัดคะแนนความรอบคอบไปแล้ว

การตอบคำถามต้องฉะฉาน ชัดเจน ที่สำคัญก่อนมาสัมภาษณ์ควรเข้าเวปไซท์ของบริษัทนั้นๆ แล้วศึกษาข้อมูลข้อบริษัทมาซักนิดนะคะ เช่น บริษัทนี้ทำเกี่ยวกับอะไร หากเราเดินเข้าไปสัมภาษณ์แบบไม่รู้เรื่องของที่ที่เราจะทำงานด้วยเลย นั่นแสดงว่าเราไม่ใส่ใจ ไม่ได้อยากจะทำงานที่นี่จริงค่ะ

และการตอบคำถามอย่างชาญฉลาดจะเกิดขึ้นได้ เราต้องซ้อมตอบคำถามค่ะ ตั้งเองตอบเองที่บ้านนี่ล่ะค่ะดีที่สุด เพราะเวลาตอบคำถามจริง เราจะไม่ลนลานจนเสียคะแนนค่ะ ถ้าจะให้ดีควรซ้อมหน้ากระจกและดูความมั่นใจของตัวเองไปด้วยนะคะ การตอบคำถามไปยิ้มไปจะทำให้บรรยากาศ Relax ไปถึงกรรมการด้วยค่ะ

ทำสองข้อนี้ได้ ก็มีชัยไปเกือบ 100 แล้วค่ะ ที่เหลือก็อยู่ที่การตอบคำถามคณะกรรมการแล้วนะคะ ว่าเราจะตอบโดนใจท่านๆ แค่ไหน

คนรุ่นใหม่อย่าเพิ่งเมินหน้ากับงานราชการ หากรู้ว่าได้สวัสดิการอะไรบ้างต้องร้องว้าว

คนรุ่นใหม่อาจมองว่างานราชการนั้นไม่คลู ไม่ชิล ไม่ตอบโจทย์ชีวิต แต่อยากให้พิจารณาให้ดี ว่าการสมัครงานราชการนั้น คุณได้ทำเพื่อประเทศชาติ ได้ทำงานเพื่อสังคม และยังได้รับสวัสดิการที่ให้ความมั่นคงในการดำรงชีวิต อีกมากมาย หากคุณรู้แล้วอาจเปลี่ยนใจมาสมัครงานราชการกับมากขึ้นก็ได้ เรามาดู กันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1) ลาได้ด้วยเหตุที่หลากหลาย  ในแบบที่คนทำงานเอกชนไม่สามารถทำได้ เช่น ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน  ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ  ลาติดตามคู่สมรส  ลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ

งานราชการ

2) ค่ารักษาพยาบาล ครอบคลุมทั้งบ้าน  ทั้ง ตัวเอง พ่อแม่  คู่สมรส และบุตรซึ่งเบิกได้ถึงบรรลุนิติภาวะ

3) มีเงินสวัสดิการช่วยเหลือการศึกษาของบุตรสําหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคนที่ 1 ถึง คนที่ 3 ตามลําดับก่อนหลัง และอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์

4) ได้รับเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ เช่น ชายแดน หรือ พื้นที่ทุระกันดาร

5) มีโครงการสวัสดิการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของข้าราชการ  เพื่อช่วยเหลือข้าราชการและลูกจ้างประจําให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ทั้งนี้ยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำได้อีกด้วย

6) ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และแสดงให้เห็นถึงความมานะและตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นเกียรติแก่ตนเองและวงตระกูล

สมัครงาน งานราชการ

7) ได้รับเงินในรูปแบบของ บำเหน็จความชอบ และ บำเหน็จบำนาญ ประโยชน์เกื้อกูล

8) มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการให้  เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร  เดินทางไปราชการชั่วคราว เดินทางไปราชการประจำ  เดินทางกลับภูมิลำเนา  ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ  เดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว  เดินทางไปราชการประจำในต่างประเทศ

9) ได้รับการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้มีเหตุจำเป็นในการเช่าบ้าน

10) ได้เงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการโดยนอกเวลาราชการในวันทำการเบิกได้  ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ๆ ละ 50 บาท   ในวันหยุดราชการเบิกได้  ไม่เกิน 7 ชั่วโมง ๆ ละ 60 บาท

11) มีรถประจำตำแหน่ง  สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งบังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการ  รองหัวหน้าส่วนราชการ  หัวหน้าส่วนราชการขึ้นไป  ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการระดับกระทรวง  เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง  และข้าราชการประจำในต่างประเทศ  เป็นต้น

12) มีโทรศัพท์ของทางราชการที่อนุมัติให้ใช้เป็นรายบุคคล  ทั้งโทรศัพท์พื้นฐานประจำบ้านพักและโทรศัพท์เคลื่อนที่

หากผู้สมัครงาน www.jobtopgun.com ท่านใดที่มีใจรักในการทำเพื่อผู้อื่น พร้อมที่จะเสียสละทำงานซึ่งอาจได้ค่าตอบแทนไม่มากเท่าเอกชน สนใจที่จะทำงานราชการก็ขอให้อุ่นใจและสบายใจได้ว่าท่านจะได้รับสวัสดิการที่ดีเป็นผลตอบแทนความเสียสละนั้น   ยิ่งคนรุ่นใหม่ด้วยแล้วความสามารถและทักษะของคุณจะสามารถช่วยให้งานราชการและการบริการประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้นอยากให้ลองพิจารณาอาชีพรับราชการเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจไว้ด้วย

ไปทำงานต่างแดน ดูสักตั้งเพิ่มทักษะให้คุณได้มากโข

โลกที่เปิดกว้างและเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นเปิดโอกาสให้คนหางานสามารถหางานในต่างแดนได้ง่ายขึ้นจึงเป็นหนึ่งในโอกาสที่คนหางานยุคนี้จะมองหางานในต่างแดนเพื่อเพิ่มทักษะ โอกาส และประสบการณ์ให้ตัวเอง  การ หางาน ต่างแดนนั้นให้ประโยชน์มากมาย จากการบอกกล่าวของคนที่เคยไปมาแล้ว สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ชีวิตในต่างแดนทำให้คุณฉลาดขึ้นอัตโนมัติ สมองของคุณจะตื่นตัวและทำงานมากขึ้นเพราะต้องเผชิญกับปัญหา และสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งการที่ต้องใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ เช่นภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆนั้น ช่วยเพิ่มการประสิทธิภาพการทำงานของสมองมากขึ้นด้วย
  2.  คุณจะกลายเป็น Multi-skill worker คือเป็นคนที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างและได้พัฒนาทักษะการทำงานหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เพราะการไปทำงานต่างแดนอาจไม่ได้ทำงานในสิ่งที่คุณจบมาอาจได้ทำงานเป็นจ๊อบเป็นกะซึ่งอาจเป็นงานหลายประเภท
  3. คุณจะเป็นคนที่มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล  โดยเฉพาะกับผู้ที่ไปทำงานในชาติตะวันตก เดิมที่เราอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานแบบคนไทยที่มักจะไม่เด็ดขาดเรื่องการตัดสินใจ หรือ ตัดสินใจโดยไม่ใช้เหตุผลเป็นหลักแต่วัฒนธรรมการทำงานของคนตะวันตกจะต่างไปคุณจะสามารถคัดค้านนายจ้างหรือเจ้านายได้หากมีเหตุผลที่ดีพอ นั่นนำไปสู่การจัดการกับปัญหาที่ดีขึ้นอีกด้วย
  4. แน่นอนว่าคุณจะได้ทักษะการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี การอยู่กับผู้คน การปรับตัว เพราะการไปอยู่ในวัฒนธรรมที่ต่างออกไป เจอคนที่หลากหลายนอกจากคนเจ้าถิ่นยังอาจได้ทำงานกับคนหลากหลายเชื้อชาติ ความต่างเมื่อมาเจอกันต้องมีการปรับตัว คุณจะได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้อย่างเป็นธรรมชาติ และยังจะเพิ่มมุมมองทัศนคติเรื่องการยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้อีกด้วย นำมาซึ่งทัศนคติที่เปิดกว้าง และยืดหยุ่นและยังสามารถเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลายและซับซ้อนได้ดีขึ้น
  5. คุณจะมีคุณสมบัติที่ดีติดตัวมาในเรื่องของความสามารถคิดแก้ปัญหา และแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่า การที่ได้ไปเปิดโลกโดยอยู่ต่างแดน ทำให้เห็นอะไรมากกว่าคนที่อยู่เพียงในประเทศและอยู่กับความคุ้นชิน คุณจะสามารถเชื่อมโยงแนวคิดที่แปลกใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
  6. คุณจะมีโอกาสในการหางานได้มากกว่าผู้สมัครคนอื่นเพราะนายจ้างจะเห็นถึงประสบการณ์ของคุณ ยิ่งถ้าสมัครในบริษัทต่างชาติ หรือ บริษัทอินเตอร์คุณจะเหนือกว่าเพราะเขาจะมองเห็นว่าคุณเป็นคนที่มีความกล้าเป็นประการแรกที่สามารถไปทำงานต่างแดนได้ และยังเห็นถึงทักษะที่คุณมีซึ่งได้จากประสบการณ์ในต่างแดน และเขาจะเบาใจว่าคุณจะทำงานร่วมกับคนที่ต่างวัฒนธรรมได้

หากมีโอกาสสักครั้งในการไปทำงานต่างแดน เช่น งานการค้าระหว่างประเทศ ก็ควรลองดูที่สำคัญคือต้องเข้าไปทำงานอย่างถูกกฎหมายจะปลอดภัยที่สุด  หากกำลังมองหางานต่างแดนเตรียมตัวให้พร้อมและลุยเลย

นำเสนอตัวเองให้น่าสนใจ งานที่หวังไว้ไม่ไกลเกินเอื้อม

ผู้สมัครงานที่เป็นคนเก่งที่นำเสนอตัวเองไม่เป็นก็อาจไม่อยู่ในสายตาของกรรมการ  หรือ คุณคือคนที่มีคุณสมบัติดีพร้อมแต่ตกม้าตายตรงที่นำเสนอตัวเองไม่เก่ง เทียบกับผู้สมัครงานอีกคนที่คุณสมบัติด้อยกว่าแต่รู้จักการนำเสนอตัวเองให้น่าสนใจ คุณก็อาจจะพลาดงานดีๆไปให้กับผู้สมัครอีกคนก็เป็นได้ ดังนั้นการสมัครงานด้วยเทคนิคการนำเสนอตัวเองหรือการสื่อสารนั้นจึงสำคัญมาก เรื่องนี้ไม่ใช้พรสวรรค์อย่างเดียวแต่เป็นพรแสวงด้วยเช่นกัน หากผู้สมัครงานขยันฝึกฝนคุณก็สามารถนำเสนอตัวเองให้น่าสนใจได้ไม่ยากเลย  เทคนิคดีๆที่ว่านี้มีอะไรบ้างอย่ารอช้ามาดูกันเลย

สมัครงาน

  1. นำเสนอตัวเองด้วยภาพลักษณ์ การแต่งกายไม่เพียงแต่เรียบร้อยสุภาพหากแต่นำเสนอรสนิยมของคุณออกมาทางการแต่งกายด้วย อย่าเพียงแต่งตัวเรียบชนิดขาดมิติไม่น่ามอง แต่ให้ใส่ลูกเล่นที่น่าสนใจลงไปอย่างลงตัว เช่น ผู้ชายควรใส่เสื้อผ้า เนคไท รองเท้า เข็มขัดที่ดูเข้ากัน หรือแตกต่างอย่างลงดูที่ดูมีรสนิยม อาจแต่งกายสไตน์แคชชวลแต่ให้ดูพอเหมาะ ผู้หญิงอาจมีเครื่องประดับเล็กๆที่สื่อถึงรสนิยม เช่น เข็มกลัด ต่างหูชนิดที่ไม่ห้อยระย้า เป็นต้น
  2. มากกว่าการซักซ้อมคำตอบของคำถามสัมภาษณ์ทั่วไป และอย่าลืมที่จะเตรียมคำพูดที่แสดงออกถึงความคิดอ่านของคุณ การแสดงทัศนคติที่ทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงตัวตนของคุณในด้านบวก เช่น คติในการทำงาน วิธีในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ อาจยกเอาแนวคิดวิธีการของคนดัง หรือผู้รู้ที่มีชื่อเสียงที่คุณชื่นชอบมาประกอบ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าคุณมีความสนใจในเรื่องอะไรและมีรสนิยมแบบใด แต่อย่าประดิษฐ์คำจนดูไม่เป็นธรรมชาติ
  3. การนำเสนอให้กรรมการรู้จักคุณภายใน 30 วินาที – 1 นาที คือการสื่อสารที่นำไปสู่ความสำเร็จสร้างความประทับใจให้ได้ในเวลาจำกัด วิเคราะห์ข้อดีของคุณและกลั่นออกมาเป็นคำพูดฝึกบ่อยๆหาเทคนิคที่ชวนให้น่าสนใจ
  4. หากต้องนำเสนอต่อหน้ากรรมการควรที่จะฝึกพูดให้กระชับเวลา 3 นาทีคือเวลามากที่สุดที่คนจะรับสาร ควรนำเสนอให้ตรงประเด็นและทำผู้รับสารรู้ว่า Key point ที่คุณสื่อไปคืออะไร ฝึกการเล่าเรื่องให้ดี ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ได้อะไร
  5. ฝึกการสื่อสารทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยคำที่ถูกต้อง ระดับภาษาที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้ระดับภาษาทางการจนเรื่องที่สื่อสารดูไม่มีชีวิตชีวา ควรสอดแทรกทัศนคติของคุณลงไปในเรื่องที่สื่อสารอย่างเหมาะสม เรื่องเหล่านี้ต้องค่อยๆฝึกฝน
  6. นำเสนอด้วยภาพลักษณ์ของ คนที่มีความรู้ แต่อธิบายออกมาให้ง่ายที่สุด ยิ่งเก่งเท่าไหร่จะยิ่งทำเรื่องยากให้ง่าย คำทางเทคนิคพูดได้แต่ใช้ให้สมควร อย่าสื่อสารไปในเชิงว่าคุณรู้มากรู้ดี แต่สื่อสารนำเสนอไปให้รู้สึกว่าคุณกำลังแลกเปลี่ยนกับคู่สนทนา หลีกเลี่ยงความซ้ำซากพูดจาวนไป พยายามอย่าใช้คำเช่น  “เอ้อ”  “อ้า”  “อึ้ม”  “แบบว่า” เพราะมันแสดงถึงความไม่ให้เกียรติคู่สนทนา
  7. สื่อสารทางสายตา และอวัจนภาษาให้ครบถ้วยและเหมาะสม พูดคุยโดยการสบตากรรมการแสดงความสนใจต่อกรรมการตลอดการนำเสนอตัวคุณกับกรรมการ

Credit: JOBTOPGUN

วางแผนหางานอาชีพอิสระ ใช้ดีเพื่อชีวิตอิสระตามที่คุณหวัง

หลายคนที่ได้ยินได้ฟังคำปลุกใจที่ให้คุณก้าวออกจากความคุ้นชินเดิมๆ อย่าง อาชีพอิสระ เพื่อ อิสระทางการเงิน และชีวิตอิสระ  คนที่ได้ยินได้ฟังก็มักนึกถึง การที่ชีวิตดีขึ้น สถานนะการเงินดีขึ้น แต่ไม่ใช้ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จกับการหางานอาชีพอิสระ เช่น งานขาย การตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพอิสระ ควรพิจารณาอย่างรอบครอบ  หากกำลังมองหาอาชีพอิสระขอให้คุณพิจารณาดังต่อไปนี้

  1. ถ้าใครยังทำงานประจำอยู่ควรทำควบคู่ไปกับงานประจำก่อนอย่าเพิ่งลาออกมาทำเต็มตัวควรศึกษาข้อมูลและทดลองทำดูก่อน และก่อนที่จะลาออกมาทำเต็มตัวจงมั่นใจว่าคุณมีเงินใช้ต่อจากนี้อีก 6 เดือนอย่างที่จะไม่ลำบาก
  2. ถามตัวเองว่าชอบอะไรบ้าง เช่น ชอบอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยว ชอบต้นไม้ ชอบคุยกับผู้คน ชอบทำอาหาร ชอบเล่นกีฬา เรียงลำดับความชอบทั้งหมดว่าเราชอบอะไร มุ่งไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบว่าสามารถสร้างรายได้ได้อย่างไร
  3. วางแผนในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนั้นๆในด้านต่างๆ เช่น ขั้นตอนในการเริ่มต้น เงินลงทุน การบริหารงานในด้านการตลาด การผลิต การขาย การบริหารเงิน ศึกษาประสบการณ์ของผู้ที่ทำอาชีพนี้แล้วประสบความสำเร็จและเรียนรู้จากคนที่เคยทำอาชีพนี้และล้มเหลวมาก่อน การตัดสินใจเลือกอาชีพที่เราชอบ อย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ ความอิสระที่คุณกำลังตามหา แต่ขอให้ดูให้เหมาะสมกับเงื่อนไขที่เราต้องการ และมีความเป็นไปได้มากที่สุด
  4. คุณวางขอบเขตของคำว่า “อิสระ”ไว้ในระดับใด หากคำว่าอิสระคือไม่ต้องทำงานเช้าถึงเย็นเข้างานตามเวลา ทำสัปดาห์ละ 5-6 วัน คุณก็คงไม่ได้มองหางานประจำที่ทำในออฟฟิตแน่นอน น่าจะเป็นงานที่คุณสามารถบริหารจัดการเวลาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่กระทบกับคนอื่น หากมองว่าการทำงานอิสระของคุณคือการลงทุนในธุรกิจของตัวเอง เพื่อให้เงินทำงานเพื่อจะได้มีอิสระทางการเงิน คุณก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าคุณมีต้นทุนพอที่จะลงทุนหรือไม่
  5. เมื่อเลือกอาชีพที่คุณคิดว่าจะนำคุณไปสู่ความอิสระ อาจจะทั้งเรื่องรายได้ เวลา การใช้ชีวิต ได้แล้ว จะเข้าสู่การวางแผนการเริ่มต้นทำอาชีพหรือธุรกิจ เป็นการลงรายละเอียดว่า ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไหร่ อย่างไร ต้องศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องใช้งบประมาณเท่าไร่ หาจากแหล่งใด รวมไปถึงการคำนวณระยะคืนทุน ทั้งนี่ควรจะมีแผนสำรองรองรับกรณีที่แผนงานหลักไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

find-job

คนที่ต้องการหาอาชีพอิสระหรือ ฟรีแลนซ์ ต้องการออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ต้องวางแผนมากกว่าการหางานทั่วไปเพราะคุณกำลังจะเป็นผู้จัดการงานนั้นด้วยตัวเอง และต้องมีวินัยในการจัดการตัวเองด้วย ก่อนที่จะหางานอาชีพอิสระ จงวางแผนให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นชีวิตอิสระที่คุณใฝ่หาอาจเป็นกับดักที่ขังคุณเองก็เป็นได้    คิดไตร่ตรองให้ดี ปรึกษาผู้มีความรู้ หรือประสบการณ์ รวมถึงสำรวจภาระที่คุณต้องรับผิดชอบก่อนตัดสินใจ

หางานตามราศีเกิด ได้งานดีๆที่เสริมความรุ่งเรือง

การหางานนอกจากความมีวิริยะอุตาสาหะ ความพยายาม และการเตรียมตัวที่ดี บางครั้งบางทีเรื่องของโชควาสนาก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และบางคนที่หางานไม่ได้สักทีก็อาจเพราะคุณหางานที่ไม่ถูกโฉลกกับคุณหรือเปล่านะ อันนี้ก็น่าคิด ลองมาดูสิว่าศาสตร์เรื่องโชคชะตาได้บอกถึงอาชีพตามราศีเกิดไว้ว่าอย่างไร งานนี้ถ้าขยับขยายหางานตามราศีเกิดตรงตามราศีเกิดอาจจะรุ่งเรื่องก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็เป็นได้

ท่านว่าไว้ว่า คนเกิดราศีเมษ (13 เมษายน – 13 พฤษภาคม)  ซึ่งเป็นราศีแห่งธาตุไฟ มีความเป็นผู้นำ ไม่เกรงกลัวอะไร คุณควรทำอาชีพเกี่ยวกับทหาร ตำรวจ งานปราบปราม นักต่อสู้ งานแข่งขัน งานที่ต้องเดินทางบ่อย งานอิสระ จะรุ่งเรื่อง

ท่านที่เกิดในราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน)   ธาตุดิน เป็นราศีแห่งความมีเสน่ห์ ความสดใส คุณควรทำงานอยู่กับที่ ใช้ความคิด ขายของสวยงาม เช่น ขายจิวเวลรี่ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ นักแสดง งานบันเทิง งานศิลปะ

ชาวราศีเมถุน (14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม)  ธาตุลม มีความว่องไว มีปฏิภาณไหวพริบดี ช่างเจรจา คุณควรทำงานเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร งานประชาสัมพันธ์ งานที่ได้เดินทาง

หญิงชายชาวราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม)   ธาตุน้ำ มีความใจเย็น นุ่มนวล มีเสน่ห์ คุณควรทำงานบริการ เช่น งานต้อนรับ งานท่องเที่ยว งานค้าขาย งานเกี่ยวกับทางน้ำ งานเกี่ยวกับสตรีและเด็ก

ท่านที่เกิด ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม – 16 กันยายน)  ธาตุไฟ เป็นราศีแห่งผู้นำ ทำงานรับราชการ จะเจริญรุ่งเรืองดีนัก

ชาวราศีกันย์ (17 กันยายน – 16 ตุลาคม)   ธาตุดิน ควรทำงานที่ให้ความมั่นคง และเหมาะกับการเป็นนักคิดนักเจรจา ทำอาชีพค้าขาย งานสอน เปิดโรงเรียนกวดวิชา นักวางแผน งานที่ต้องใช้คำพูด งานนักเขียน และงานกฎหมาย

คนที่เกิดในราศีตุลย์ (17 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน)   ธาตุลม มีความว่องไว มีปฏิภาณไหวพริบ คุณควรทำอาชีพเป็นนักแสดง งานบันเทิง งานศิลปะ งานที่ต้องเดินทาง ขายของสวยงาม ขายอาหาร

ชาวราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม)  ธาตุน้ำ มีความนิ่มนวล ดูเหมือนใจเย็น แต่แข็งใน เป็นราศีแห่งนักต่อสู้ คุณควรทำอาชีพ งานด้านการวางแผน งานนักการตลาด งานกลยุทธ์

คนราศีธนู (16 ธันวาคม – 15 มกราคม)   ธาตุไฟ ราศีแห่งอุดมการณ์ และเจ้าเหตุผล อาชีพที่เหมาะกับคุณ คือ งานครูบาอาจารย์ งานกฎหมาย งานมูลนิธิ งานวางแผน งานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ งานธนาคาร

ชาวราศีมังกร (16 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์)   ธาตุดิน หนักแน่นสุขุมนุ่มลึก และไม่เกรงกลัวใคร ชอบสันโดษ เหมาะกับงานที่เกี่ยวกับเกษตรกรรม กสิกรรม

ชาวราศีกุมภ์  (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)   ราศีธาตุลม มีปฏิภาณไหวพริบดี อาจทำงานที่ไม่ต้องอิงกับศีลธรรมมากนัก เช่น เปิดผับบาร์ ขายสุรา บุหรี่

คนที่เกิดราศีมีน (14 มีนาคม – 12 เมษายน)  ธาตุน้ำ หมายถึง ความใจเย็น นุ่มนวล เป็นราศีวางตนเป็นผู้ใหญ่ คุณควรทำอาชีพ เป็นครูบาอาจารย์ งานวางแผน งานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ งานเกี่ยวกับการธนาคาร

Content Creator เขาทำอะไร อยากสมัครงานตำแหน่งนี้ต้องมีคุณสมบัติอะไร?

ในยุคที่การตลาดเปลี่ยนโฉมไปไม่เน้นการขายที่ประโคมบอกลูกค้าว่าของดีอย่างไร ทำไมลูกค้าต้องซื้อ ของเราดีกว่าคู่แข็งยังไง จึงเกิดการตลาดที่เรียกว่า Content Marketing ขึ้นคือการนำเสนอ Content หรือเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ที่เกี่ยวพันธ์กับสินค้าและบริการเพื่อนำเสนอให้กลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และคนที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์เนื้อหา (Content) เหล่านี้ก็คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง Content Creator นั่นเอง อาชีพหรือตำแหน่งนี้ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่หรือแม้แต่คนทำงานอยู่แล้วมากขึ้น เราอยากให้คนหางานรู้จักกับบทบาทและคุณสมบัติของ Content Creator มากยิ่งขึ้นเพราะนี่อาจเป็นงาที่คนหางานหลายคนสนใจก็เป็นได้ การหางานในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องจบตรงสายที่เรียนมานี่อาจเป็นหนึ่งโอกาสการได้งานของคุณก็เป็นได้ มารู้จัก Content Creator กันเถอะ

คุณสมบัติทั่วไปของคนที่จะมาเป็น Content Creator งานโฆษณา ผู้ว่าจ้างบางคนอาจกำหนดว่าต้องมีประสบการณ์ในงานเขียนมาอย่างน้อย 1ปี และต้องมีผลงานด้านการเขียนบทความหรือเนื้อหามาพอสมควร แต่ก็มีหลายแห่งเปิดโอกาสให้คนที่สนใจส่งงานเขียนเข้าไปให้พิจารณาโดยไม่ต้องมีประสบการณ์ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์  ขอให้มีความสามารถด้านงานเขียนบทความ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ผู้ว่าจ้างตองการ เข้าใจในรูปแบบการเขียนบทความส่งเสริมการทำ SEO  ซึ่งเป็นการนำเสนอบทความบนเว็บเพจและ Social media ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของว่าจ้าง เข้าในในเรื่อง Target Customer และ Customer Centric Content

Content Creator ที่ดีต้องสนใจข่าวสาร ทั้งสาระ บันเทิง ความรู้รอบตัว สถานการณ์โลก สามารถจับกระแสปัจจุบัน และ โหนกระแสได้  ต้องชอบท่องโลกอินเตอร์เน็ต และควรมีความสามารถในการเขียนบทความได้หลากหลายหมวดหมู่ และสื่อสารออกมาได้หลากหลายอารมณ์ เช่น บทความภาษาทางการ บทความที่อ่านสนุก บทความที่โน้มน้าวนำพาอารมณ์ให้ผู้อ่านมีความรู้สึกร่วม   อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ควรมีเป็นอย่างมากคือ สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองกับสิ่งใหม่ๆได้เสมอ เป็นคนกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา  รับแรงกดดันได้ดี ทำงานทันตามกำหนดเวลาที่มอบหมายได้   หากมีความสามารถแปลบทความภาษาอังกฤษจะขยายขอบเขตของงานได้มากขึ้นเพราะสามารถนำข้อมูลภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการสร้าง Content ที่น่าสนใจได้  แม้ว่างานนี้คุณสามารถทำที่บ้านไม่ต้องเข้าออฟฟิตแต่ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เพราะต้องสื่อสารกับผู้ว่าจ้าง และทีม Content Creator คนอื่นๆ

หลายคนที่จบมาด้านภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ มักทำงานนี้ได้ดีเพราะเรียนมาโดยตรงแต่จริงๆแล้วงานนี้ไม่ได้จำกัดวุฒิการศึกษา บางคนที่ทำงานตามสายวิชาชีพต่างๆก็สามารถเป็น Content Creator ที่สร้างเนื้อหาตามความถนัด เช่น นักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ ที่เขียนบทความการเงิน คุณหมอที่เขียนบทความด้านสุขภาพ ในด้านของค่าตอบแทนอาจเป็นชิ้นงานหรือบางครั้งจ้างเป็นเงินเดือน ซึ่งเงินเดือนอาจเริ่มต้นราว 18,000-20,000 บาทแต่บางคนสามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือนได้เลยทีเดียว

รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหมือนง่ายแต่ตอบยาก

คนหางานที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายที่ หรือ คนที่อ่อนประสบการณ์ มักเจอคำถามคล้ายๆกัน เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ยากนักที่จะตอบออกมาให้ได้อย่างใจคิดและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์งาน วันนี้เราขอรวบรวมคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยที่จะตอบให้ดี และแนวทางการตอบคำถามมาเป็นข้อมูลให้กับคนหางานทุกคน

1. คุณเคยมีประสบการณ์ทำงานนี้หรือไม่

หลักในการตอบ : ตอบตามความเป็นจริง  หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ายังไม่มีควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงาน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตามตรง และควรที่จะแจ้งว่าขณะนี้กำลังศึกษาด้วยตนเองอยู่ และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้

2. อยากถามอะไรเพิ่มไหม

หลักในการตอบ : ควรมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ
งานที่ทำจะต้องประสานกับส่วนงานไหนบ้าง เป้าหมายของฝ่ายงานเป็นอย่างไร คาดหวังจะให้ผุ้สมัครงานปฏิบัติงานอย่างไร และยังสามารถถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท ได้อีกด้วย

3. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

หลักในการตอบ : แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
องค์กรนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างไร ทั้งในด้านของการดำเนินกิจการและการดูแลสวัสดิการพนักงาน รวมถึงตัวคุณเองจะมีส่วนเข้ามาช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้อย่างไร และคุณมองเห็นว่าจะมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่างไรเมื่อร่วมงานกับองค์กร แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

4. อยากได้เงินเดือนเท่าไร

หลักในการตอบ : ตอบตามข้อมูลที่ได้ศึกษามาด้วยท่าทีที่สุภาพ
ตอบตามที่คุณได้ไปศึกษาเปรียบเทียบมาว่าคุณควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยบอกเหตุผลประกอบเช่น ในตลาดงาน ตำแหน่งนี้ ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ ลากบวกกับประสบการณ์แล้วคุณควรมีเงินเดือนท่าไหร่ เมื่อพูดจบแล้ว ควรปิดท้ายว่า ทั้งนี้ขอให้บริษัทพิจารณาตามความสามารถ จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ หรือ หากไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไรที่จะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควร

5. ทำไมออกจากงานเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนงาน

หลักในการตอบ : จำไว้ว่าไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม แม้เหตุผลที่ออกมาจะมาจากความไม่พอใจที่ทำงานเดิม เพราะคุณจะถูกมองในแง่ลบ แต่ควรเบี่ยงประเด็นในลักษณะที่กล่าวถึงองค์กรที่มาสมัครงาน เช่น คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือคุณต้องทำงานที่ท้าทายมากกว่าเดิม

6. ที่เรียนมาไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครจะทำงานได้เหรอ

หลักในการตอบ : เน้นให้กรรมการเห็นว่าคุณมีความสามารถและพร้อมจะพัฒนาตัวเอง
แม้จะเรียนไม่ตรงกับงานที่มาสมัครแต่มีความสนใจในงานนี้มานาน และได้ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมความรู้ และฝึกทักษะเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเข้าอบรมที่เกี่ยวข้อง การทำงานลักษณะนี้ในแบบ Part time มาก่อน

ก่อนไปสัมภาษณ์งานคุณควรทำอะไร มาดูกัน

ผ่านขั้นตอนการสมัครงานมาแล้ว หากคุณสมบัติของคุณเข้าตาผู้พิจารณาใบสมัคร ขั้นตอนต่อไปที่ผู้สมัครงานจะต้องผ่านด่านคือการสัมภาษณ์งาน เพื่อให้ขั้นตอนนี้ผ่านไปด้วยดี ผู้สมัครงานต้องเตรียมตัวให้ดี

และเวลาก่อนการไปสัมภาษณ์งาน 1 วัน รวมถึงก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ คุณต้องทำอะไรบ้างเรามีเทคนิคดีๆที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวสัมภาษณ์งานได้ดีขึ้นมาฝากกัน รับรองว่าคุณจะจัดการกับความกดดัน และจัดการปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได้ดี ถ้าพร้อมที่จะเป็นคนได้งานมาดูกันเลย

1. มุ่งความสนใจไปที่การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน หากทำงานเดิมอยู่คุณควรลางานเพื่อมาเตรียมความพร้อม หรือเทคนิคที่ดีคือพยายามขอเข้าไปสัมภาษณ์งานในวันจันทร์เพื่อจะได้เตรียมตัวในวันเสาร์อาทิตย์

2. ข้อมูลสำคัญขององค์กรที่คุณไปสมัครงาน คุณต้องรู้และเข้าใจ ตั้งแต่ ปรัชญาและค่านิยม วัฒนธรรมองค์กร ใครเป็นผู้บริหารองค์กร ข่าวสารเกี่ยวกับองค์กรหรือธุรกิจ รู้จักเวปไซต์และช่องทางการสื่อสารขององค์กรที่เป็นโซเชียลมีเดีย

3. นอกจากจะเตรียมการตอบคำถามสัมภาษณ์ คุณต้องเตรียมคำถามที่จะไปถามกรรมการสัมภาษณ์งาน ด้วยเช่นกันโดยต้องพิจารณาว่าเป็นคำถามที่เหมาะสม เช่น องค์กรมีกลยุทธ์ในการสร้างความเจริญเติบโตอย่างไร งานที่คุณไปสมัครนั้นทางหัวหน้างานมีเป้าหมายและความท้าทายอะไรที่ต้องพิชิต องค์กรมีความคาดหวังต่อตัวคุณอย่างไร

4. ซ้อมการสัมภาษณ์โดยควรพูดออกมาแบบออกเสียง และควรฝึกพูดให้เป็นธรรมชาติ พูดให้คล่อง ไม่ตะกุกตะกัก โดยควรให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนเป็นคู่สนทนาจำลองสถานการณ์

5. จัดเตรียมเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม สำหรับการไปสัมภาษณ์งานให้พร้อม รีดเสื้อผ้าให้เรียบ เลือกรองเท้า กระเป๋าที่เข้ากับชุด

6. ตรวจสอบเอกสารและตรวจสอบแฟ้มสะสมผลงานอีกครั้งพร้อมฝึกการนำเสนอ

7. วางแผนการเดินทางให้ดี เลือกเส้นทางที่ประหยัดเวลา หาทางสำรองไว้กรณีที่อาจจะมีปัญหาการจราจร

8. ควรนอนก่อน 22.00 น. เพื่อพักผ่อนให้เพียงพอและอย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อไม่ให้พลาดเวลานัดหมายอาจให้เพื่อนโทรปลุกและโทรมาอีกครั้งหลังจากปลุก 15 นาที กันพลาดเพื่อสอบถามว่าคุณตื่นและเตรียมตัวแล้วหรือยัง รับประทานอาหารเช้าและผ่อนคลายด้วยการฟังเพลงสร้างมีสมาธิมากขึ้นก่อนการสัมภาษณ์งาน

9. ระหว่างเดินทางทบทวนสิ่งสำคัญที่ควรรู้คร่าวๆไม่ต้องท่องจำจนดูลนลาน เมื่อถึงสถานที่สัมภาษณ์ซึ่งควรไปถึงอย่างน้อย 30 นาที ปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายไม่ต้องจดจ่อท่องจำอะไรควรปรับตัวให้รู้สึกสบายกับสถานที่

10. สำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกก่อนเข้าไปสัมภาษณ์งาน ดูเสื้อผ้า หน้า ผม กลิ่นตัว กลิ่นปาก สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพิ่มความมั่นใจ พูดคุยทักทายผู้มาสัมภาษณ์อื่นๆ ทำใจสบายๆแล้วรอเวลาเข้าสู่การสัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจ

5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 1]

ในปัจจุบันการ หางาน มีหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า หลายๆคนมีการยื่นใบสมัครเอาไว้หลายๆที่ แต่ก็ยังไม่ได้รับเรียกสักที ซึ่งการยื่นใบสมัครไปหลายๆที่ มันยังไม่ได้ผลเท่ากับว่า เรายื่นใบสมัครไปแล้วทางฝ่ายบุคคลได้เห็นประวัติของเราหรอก

นั่นหมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่าในบางครั้ง ใบสมัครของคุณอาจจะไปไม่ถึงฝ่ายบุคคลก็เป็นได้ เพราะในบริษัทใหญ่ๆมักจะมีการให้เราสมัครออนไลน์ไว้ในเว็บไซต์นั่นหมายความว่า เราต้องรอให้ฝ่ายบุคคลเข้ามาหาประวัติก่อนหางาน

ถึงจะมีโอกาส แต่ถ้าฝ่ายบุคคลไม่เข้ามา ใบสมัครของเราก็กองอยู่ตรงนั้นและในแต่ละวันก็มีคนมาสมัครงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงเวลาที่เขาจะหาใบสมัครเราเจอ ก็อาจเป็นเวลาที่เราได้งานไปแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ในวันนี้ เราก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบันมาฝากกัน เชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มาก็น้อยนะครับ

วิธีการแรก เลยก็คือ การฝากประวัติไว้ในเว็บไซต์สมัครงานทั่วไป อย่างเช่น jobtopgun เป็นต้น  แน่นอนว่าเป็นวิธีสุดคลาสสิกและยังได้รับผลดีในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางที่ฝ่ายบุคคลเอาไว้ค้นหามากที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้คุณจำเป็นจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัด โดยเฉพาะที่อยู่ปัจจุบัน

เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว ฝ่ายบุคคลมักจะค้นหาจากที่อยู่เป็นองค์ประกอบสำคัญนั่นเอง แน่นอนว่าวิธีการนี้ฟรี เราควรจะให้เวลามันสักหน่อยเพื่อให้ได้ข้อมูลของเราที่ครบครันมากที่สุด สำหรับวิธีการที่สองเลยก็คือ หน้าเว็บไซต์หรือหน้าแฟนเพจของบริษัท ในปัจจุบันหลายๆบริษัท ใช้ Facebook กันมากขึ้น

เพราะฉะนั้นแล้ว ก็มักจะมีประกาศรับสมัครงานไว้ที่หน้าแฟนเพจของตนเองไปเลย เมื่อเราเห็นประกาศรับสมัครงาน เราก็สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อส่งใบสมัครงานได้โดยตรงเลย วิธีการนี้ ทำให้เรามั่นใจว่า ตำแหน่งที่เขาโพสต์ลง เป็นตำแหน่งที่ทางบริษัทต้องการคนจริงๆ เมื่อเราส่งใบสมัครเข้าไปแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าถึงฝ่ายบุคคลอย่างแน่นอน

อ่านต่อ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

หางาน

สำหรับวิธีการที่สาม ก็คือ การฝากประวัติตนเองไว้กับเอเจนซี่จัดหางาน ในปัจจุบัน ตัวเราก็เหมือนสินค้าอย่างหนึ่งที่ มีคนสามารถนำไปหาเงินได้เหมือนกัน นั่นก็คือ บริษัทรับจัดหางานเอกชนต่างๆซึ่งมีฐานลูกค้าของเขาเองอยู่แล้ว

หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ส่วนมากมักจะเป็นตลาดแรงงานกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น แต่สำหรับผู้มีประสบการณ์จะมีตำแหน่งมากมายรองรับ เนื่องจาก บางบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก เขาไม่มีฝ่ายบุคคลในส่วนการสรรหาพนันงานหรอก และอาจจะไม่มีการลงประกาศรับสมัครงานด้วยซ้ำ เพราะเขาใช้เอเจนซี่จัดหางานให้

การใช้เอเจนซี่ดีกับบริษัทด้วย เอเจนซี่จะมีการกรองผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติตรงและสัมภาษณ์เบื้องต้นด้วย สำหรับตัวเราแล้ว การฝากประวัติไว้กับเอเจนซี่ นอกจากจะฟรีแล้ว ยังจะได้รับคำแนะนำจากเอเจนซี่ในการสมัครงานอีกมากมายด้วย ทำไมเอเจนซี่ถึงใจดีแบบนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า หากทำให้คุณได้งานได้ พวกเขาก็ได้รับเงินค่าจ้างนั่นเอง  ถือว่าวินวินกันทั้งสองฝ่าย

วิธีการที่สี่ ก็คือ สำนักงานจัดหางานนั่นเอง การสมัครงานผ่าน สำนักงานจัดหางานหลายๆคนอาจจะมองว่าได้งานจริงหรือ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่แปลกที่หลายคนคิดแบบนั้น เพราะ ระบบการทำงานของสำนักงานจัดหางาน ถือว่า แย่มาก ถ้าเป็นบริษัทเอกชนก็คงจะเจ๊งไปนานแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามนี่คือฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด

ยังมีหลายๆบริษัท ที่เลือกจะไปค้นหาข้อมูลที่จัดหางาน นอกจากนั้นแล้ว เหตุผลที่เราแนะนำจัดหางานก็เพราะว่า หากคุณกำลังตกงานหรือเพิ่งลาออกจากที่เก่า และมีการจ่ายประกันสังคม คุณสามารถเช็คสิทธิ์ได้ว่า คุณจะได้รับเงินว่างงานหรือเปล่า เพราะส่วนหนึ่งของประกันสังคมที่เราจ่ายมีเรื่องของการว่างงานอยู่ด้วย

ในเมื่อยังไงคุณก็ต้องติดต่อหน่วยงานราชการนี้อยู่แล้ว ก็ไม่เสียหายที่จะไปลงว่างงาน หรือดูตำแหน่งงานที่อัพเดตของสำนักงานจัดหางาน ไม่แน่ว่าหากคุณโชคดี อาจจะหางาน ได้จากสำนักงานจัดหางานก็ได้เหมือนกัน

www.jobtopgun.com

สำหรับวิธีการที่ห้านั้น ก็คือ สมัครงานที่ ตลาดแรงงาน ในแต่ละปี จะมีมหกรรมจัดหางานขึ้นเยอะมาก ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยส่วนตัวแล้วเราแนะนำ ของเอกชน รวมไปถึงการจัดตามมหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะ ตลาดแรงงานภาครัฐส่วนใหญ่แล้ว มักจะต้องการผู้สมัครในระดับแรงงานมากกว่า แต่ก็ลองไปดูได้เหมือนกัน อย่างที่บอกเมื่อข้อที่แล้วว่า

ถ้าคุณโชคดีอาจจะได้งานจากสำนักจัดหางานได้เหมือนกัน ถ้าเป็นตลาดแรงงานที่จัดโดยมหาวิทยาลัยหรือเอกชน จะมีบริษัทค่อนข้างหลากหลายให้เราเลือก เราก็สามารถหย่อนใบสมัครไว้ได้ตามที่อยากหย่อนเลย หากบริษัทเหล่านั้นต้องการคนจริง ถึงอย่างไรก็ต้องมีติดต่อเรากลับมาบ้าง

เป็นอย่างไรบ้างครับ ทั้ง 5 ช่องทางในการสมัครงานที่เรานำมาฝากกัน แน่นอนว่า ถ้าให้เราแนะนำคุณควรจะลองทำทั้งห้าข้อเลย เพราะมันก็ไม่ได้เสียเงินหรือมีค่าใช้จ่ายอะไร อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกเสมอว่า โอกาสแรกของคุณก็คือ การสมัครงาน แต่ มันคงจะไม่ดีแน่ถ้าคุณสมัครงาน แล้วพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รวมถึง เมื่อมีโอกาสถูกเรียกไปสัมภาษณ์แล้ว กลับทำได้ไม่ดี จนไม่ได้งาน เพราะคนเราเมื่อมีโอกาสอะไรแล้วจงพยายามทำอย่างเต็มที่ที่สุด