5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

สำหรับวิธีการที่สาม ก็คือ การฝากประวัติตนเองไว้กับเอเจนซี่จัดหางาน ในปัจจุบัน ตัวเราก็เหมือนสินค้าอย่างหนึ่งที่ มีคนสามารถนำไปหาเงินได้เหมือนกัน นั่นก็คือ บริษัทรับจัดหางานเอกชนต่างๆซึ่งมีฐานลูกค้าของเขาเองอยู่แล้ว

หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ส่วนมากมักจะเป็นตลาดแรงงานกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น แต่สำหรับผู้มีประสบการณ์จะมีตำแหน่งมากมายรองรับ เนื่องจาก บางบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก เขาไม่มีฝ่ายบุคคลในส่วนการสรรหาพนันงานหรอก และอาจจะไม่มีการลงประกาศรับสมัครงานด้วยซ้ำ เพราะเขาใช้เอเจนซี่จัดหางานให้

การใช้เอเจนซี่ดีกับบริษัทด้วย เอเจนซี่จะมีการกรองผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติตรงและสัมภาษณ์เบื้องต้นด้วย สำหรับตัวเราแล้ว การฝากประวัติไว้กับเอเจนซี่ นอกจากจะฟรีแล้ว ยังจะได้รับคำแนะนำจากเอเจนซี่ในการสมัครงานอีกมากมายด้วย ทำไมเอเจนซี่ถึงใจดีแบบนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า หากทำให้คุณได้งานได้ พวกเขาก็ได้รับเงินค่าจ้างนั่นเอง  ถือว่าวินวินกันทั้งสองฝ่าย

วิธีการที่สี่ ก็คือ สำนักงานจัดหางานนั่นเอง การสมัครงานผ่าน สำนักงานจัดหางานหลายๆคนอาจจะมองว่าได้งานจริงหรือ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่แปลกที่หลายคนคิดแบบนั้น เพราะ ระบบการทำงานของสำนักงานจัดหางาน ถือว่า แย่มาก ถ้าเป็นบริษัทเอกชนก็คงจะเจ๊งไปนานแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามนี่คือฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด

ยังมีหลายๆบริษัท ที่เลือกจะไปค้นหาข้อมูลที่จัดหางาน นอกจากนั้นแล้ว เหตุผลที่เราแนะนำจัดหางานก็เพราะว่า หากคุณกำลังตกงานหรือเพิ่งลาออกจากที่เก่า และมีการจ่ายประกันสังคม คุณสามารถเช็คสิทธิ์ได้ว่า คุณจะได้รับเงินว่างงานหรือเปล่า เพราะส่วนหนึ่งของประกันสังคมที่เราจ่ายมีเรื่องของการว่างงานอยู่ด้วย

ในเมื่อยังไงคุณก็ต้องติดต่อหน่วยงานราชการนี้อยู่แล้ว ก็ไม่เสียหายที่จะไปลงว่างงาน หรือดูตำแหน่งงานที่อัพเดตของสำนักงานจัดหางาน ไม่แน่ว่าหากคุณโชคดี อาจจะหางาน ได้จากสำนักงานจัดหางานก็ได้เหมือนกัน

สำหรับวิธีการที่ห้านั้น ก็คือ สมัครงานที่ ตลาดแรงงาน ในแต่ละปี จะมีมหกรรมจัดหางานขึ้นเยอะมาก ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยส่วนตัวแล้วเราแนะนำ ของเอกชน รวมไปถึงการจัดตามมหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะ ตลาดแรงงานภาครัฐส่วนใหญ่แล้ว มักจะต้องการผู้สมัครในระดับแรงงานมากกว่า แต่ก็ลองไปดูได้เหมือนกัน อย่างที่บอกเมื่อข้อที่แล้วว่า

ถ้าคุณโชคดีอาจจะได้งานจากสำนักจัดหางานได้เหมือนกัน ถ้าเป็นตลาดแรงงานที่จัดโดยมหาวิทยาลัยหรือเอกชน จะมีบริษัทค่อนข้างหลากหลายให้เราเลือก เราก็สามารถหย่อนใบสมัครไว้ได้ตามที่อยากหย่อนเลย หากบริษัทเหล่านั้นต้องการคนจริง ถึงอย่างไรก็ต้องมีติดต่อเรากลับมาบ้าง

เป็นอย่างไรบ้างครับ ทั้ง 5 ช่องทางในการสมัครงานที่เรานำมาฝากกัน แน่นอนว่า ถ้าให้เราแนะนำคุณควรจะลองทำทั้งห้าข้อเลย เพราะมันก็ไม่ได้เสียเงินหรือมีค่าใช้จ่ายอะไร อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกเสมอว่า โอกาสแรกของคุณก็คือ การสมัครงาน แต่ มันคงจะไม่ดีแน่ถ้าคุณสมัครงาน แล้วพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รวมถึง เมื่อมีโอกาสถูกเรียกไปสัมภาษณ์แล้ว กลับทำได้ไม่ดี จนไม่ได้งาน เพราะคนเราเมื่อมีโอกาสอะไรแล้วจงพยายามทำอย่างเต็มที่ที่สุด

 

5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 1]

ในปัจจุบันการ หางาน มีหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า หลายๆคนมีการยื่นใบสมัครเอาไว้หลายๆที่ แต่ก็ยังไม่ได้รับเรียกสักที ซึ่งการยื่นใบสมัครไปหลายๆที่ มันยังไม่ได้ผลเท่ากับว่า เรายื่นใบสมัครไปแล้วทางฝ่ายบุคคลได้เห็นประวัติของเราหรอก

นั่นหมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่าในบางครั้ง ใบสมัครของคุณอาจจะไปไม่ถึงฝ่ายบุคคลก็เป็นได้ เพราะในบริษัทใหญ่ๆมักจะมีการให้เราสมัครออนไลน์ไว้ในเว็บไซต์นั่นหมายความว่า เราต้องรอให้ฝ่ายบุคคลเข้ามาหาประวัติก่อน

ถึงจะมีโอกาส แต่ถ้าฝ่ายบุคคลไม่เข้ามา ใบสมัครของเราก็กองอยู่ตรงนั้นและในแต่ละวันก็มีคนมาสมัครงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงเวลาที่เขาจะหาใบสมัครเราเจอ ก็อาจเป็นเวลาที่เราได้งานไปแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ในวันนี้ เราก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบันมาฝากกัน เชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มาก็น้อยนะครับ

วิธีการแรก เลยก็คือ การฝากประวัติไว้ในเว็บไซต์สมัครงานทั่วไป อย่างเช่น jobtopgun เป็นต้น  แน่นอนว่าเป็นวิธีสุดคลาสสิกและยังได้รับผลดีในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางที่ฝ่ายบุคคลเอาไว้ค้นหามากที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้คุณจำเป็นจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัด โดยเฉพาะที่อยู่ปัจจุบัน

เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว ฝ่ายบุคคลมักจะค้นหาจากที่อยู่เป็นองค์ประกอบสำคัญนั่นเอง แน่นอนว่าวิธีการนี้ฟรี เราควรจะให้เวลามันสักหน่อยเพื่อให้ได้ข้อมูลของเราที่ครบครันมากที่สุด สำหรับวิธีการที่สองเลยก็คือ หน้าเว็บไซต์หรือหน้าแฟนเพจของบริษัท ในปัจจุบันหลายๆบริษัท ใช้ Facebook กันมากขึ้น

เพราะฉะนั้นแล้ว ก็มักจะมีประกาศรับสมัครงานไว้ที่หน้าแฟนเพจของตนเองไปเลย เมื่อเราเห็นประกาศรับสมัครงาน เราก็สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อส่งใบสมัครงานได้โดยตรงเลย วิธีการนี้ ทำให้เรามั่นใจว่า ตำแหน่งที่เขาโพสต์ลง เป็นตำแหน่งที่ทางบริษัทต้องการคนจริงๆ เมื่อเราส่งใบสมัครเข้าไปแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าถึงฝ่ายบุคคลอย่างแน่นอน

อ่านต่อ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหมือนง่ายแต่ตอบยาก

คนหางานที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายที่ หรือ คนที่อ่อนประสบการณ์ มักเจอคำถามคล้ายๆกัน เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ยากนักที่จะตอบออกมาให้ได้อย่างใจคิดและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์งาน วันนี้เราขอรวบรวมคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยที่จะตอบให้ดี และแนวทางการตอบคำถามมาเป็นข้อมูลให้กับคนหางานทุกคน

1. คุณเคยมีประสบการณ์ทำงานนี้หรือไม่

หลักในการตอบ : ตอบตามความเป็นจริง  หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ายังไม่มีควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงาน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตามตรง และควรที่จะแจ้งว่าขณะนี้กำลังศึกษาด้วยตนเองอยู่ และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้

2. อยากถามอะไรเพิ่มไหม

หลักในการตอบ : ควรมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ
งานที่ทำจะต้องประสานกับส่วนงานไหนบ้าง เป้าหมายของฝ่ายงานเป็นอย่างไร คาดหวังจะให้ผุ้สมัครงานปฏิบัติงานอย่างไร และยังสามารถถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท ได้อีกด้วย

3. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

หลักในการตอบ : แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
องค์กรนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างไร ทั้งในด้านของการดำเนินกิจการและการดูแลสวัสดิการพนักงาน รวมถึงตัวคุณเองจะมีส่วนเข้ามาช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้อย่างไร และคุณมองเห็นว่าจะมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่างไรเมื่อร่วมงานกับองค์กร แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

4. อยากได้เงินเดือนเท่าไร

หลักในการตอบ : ตอบตามข้อมูลที่ได้ศึกษามาด้วยท่าทีที่สุภาพ
ตอบตามที่คุณได้ไปศึกษาเปรียบเทียบมาว่าคุณควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยบอกเหตุผลประกอบเช่น ในตลาดงาน ตำแหน่งนี้ ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ ลากบวกกับประสบการณ์แล้วคุณควรมีเงินเดือนท่าไหร่ เมื่อพูดจบแล้ว ควรปิดท้ายว่า ทั้งนี้ขอให้บริษัทพิจารณาตามความสามารถ จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ หรือ หากไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไรที่จะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควร

5. ทำไมออกจากงานเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนงาน

หลักในการตอบ : จำไว้ว่าไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม แม้เหตุผลที่ออกมาจะมาจากความไม่พอใจที่ทำงานเดิม เพราะคุณจะถูกมองในแง่ลบ แต่ควรเบี่ยงประเด็นในลักษณะที่กล่าวถึงองค์กรที่มาสมัครงาน เช่น คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือคุณต้องทำงานที่ท้าทายมากกว่าเดิม

6. ที่เรียนมาไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครจะทำงานได้เหรอ

หลักในการตอบ : เน้นให้กรรมการเห็นว่าคุณมีความสามารถและพร้อมจะพัฒนาตัวเอง
แม้จะเรียนไม่ตรงกับงานที่มาสมัครแต่มีความสนใจในงานนี้มานาน และได้ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมความรู้ และฝึกทักษะเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเข้าอบรมที่เกี่ยวข้อง การทำงานลักษณะนี้ในแบบ Part time มาก่อน

ก่อนไปสัมภาษณ์งานคุณควรทำอะไร มาดูกัน

ผ่านขั้นตอนการสมัครงานมาแล้ว หากคุณสมบัติของคุณเข้าตาผู้พิจารณาใบสมัคร ขั้นตอนต่อไปที่ผู้สมัครงานจะต้องผ่านด่านคือการสัมภาษณ์งาน เพื่อให้ขั้นตอนนี้ผ่านไปด้วยดี ผู้สมัครงานต้องเตรียมตัวให้ดี

และเวลาก่อนการไปสัมภาษณ์งาน 1 วัน รวมถึงก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ คุณต้องทำอะไรบ้างเรามีเทคนิคดีๆที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ดีขึ้นมาฝากกัน รับรองว่าคุณจะจัดการกับความกดดัน และจัดการปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได้ดี ถ้าพร้อมที่จะเป็นคนได้งานมาดูกันเลย

1. มุ่งความสนใจไปที่การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน หากทำงานเดิมอยู่คุณควรลางานเพื่อมาเตรียมความพร้อม หรือเทคนิคที่ดีคือพยายามขอเข้าไปสัมภาษณ์งานในวันจันทร์เพื่อจะได้เตรียมตัวในวันเสาร์อาทิตย์

2. ข้อมูลสำคัญขององค์กรที่คุณไปสมัครงาน คุณต้องรู้และเข้าใจ ตั้งแต่ ปรัชญาและค่านิยม วัฒนธรรมองค์กร ใครเป็นผู้บริหารองค์กร ข่าวสารเกี่ยวกับองค์กรหรือธุรกิจ รู้จักเวปไซต์และช่องทางการสื่อสารขององค์กรที่เป็นโซเชียลมีเดีย

3. นอกจากจะเตรียมการตอบคำถามสัมภาษณ์ คุณต้องเตรียมคำถามที่จะไปถามกรรมการสัมภาษณ์งาน ด้วยเช่นกันโดยต้องพิจารณาว่าเป็นคำถามที่เหมาะสม เช่น องค์กรมีกลยุทธ์ในการสร้างความเจริญเติบโตอย่างไร งานที่คุณไปสมัครนั้นทางหัวหน้างานมีเป้าหมายและความท้าทายอะไรที่ต้องพิชิต องค์กรมีความคาดหวังต่อตัวคุณอย่างไร

4. ซ้อมการสัมภาษณ์โดยควรพูดออกมาแบบออกเสียง และควรฝึกพูดให้เป็นธรรมชาติ พูดให้คล่อง ไม่ตะกุกตะกัก โดยควรให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนเป็นคู่สนทนาจำลองสถานการณ์

5. จัดเตรียมเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม สำหรับการไปสัมภาษณ์งานให้พร้อม รีดเสื้อผ้าให้เรียบ เลือกรองเท้า กระเป๋าที่เข้ากับชุด

6. ตรวจสอบเอกสารและตรวจสอบแฟ้มสะสมผลงานอีกครั้งพร้อมฝึกการนำเสนอ

7. วางแผนการเดินทางให้ดี เลือกเส้นทางที่ประหยัดเวลา หาทางสำรองไว้กรณีที่อาจจะมีปัญหาการจราจร

8. ควรนอนก่อน 22.00 น. เพื่อพักผ่อนให้เพียงพอและอย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อไม่ให้พลาดเวลานัดหมายอาจให้เพื่อนโทรปลุกและโทรมาอีกครั้งหลังจากปลุก 15 นาที กันพลาดเพื่อสอบถามว่าคุณตื่นและเตรียมตัวแล้วหรือยัง รับประทานอาหารเช้าและผ่อนคลายด้วยการฟังเพลงสร้างมีสมาธิมากขึ้นก่อนการสัมภาษณ์งาน

9. ระหว่างเดินทางทบทวนสิ่งสำคัญที่ควรรู้คร่าวๆไม่ต้องท่องจำจนดูลนลาน เมื่อถึงสถานที่สัมภาษณ์ซึ่งควรไปถึงอย่างน้อย 30 นาที ปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายไม่ต้องจดจ่อท่องจำอะไรควรปรับตัวให้รู้สึกสบายกับสถานที่

10. สำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกก่อนเข้าไปสัมภาษณ์งาน ดูเสื้อผ้า หน้า ผม กลิ่นตัว กลิ่นปาก สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพิ่มความมั่นใจ พูดคุยทักทายผู้มาสัมภาษณ์อื่นๆ ทำใจสบายๆแล้วรอเวลาเข้าสู่การสัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจ

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression ต้องเลือกรูปสมัครงานให้ดี

หากคุณกำลังจะไปสมัครงาน เอกสารทุกอย่างครบถ้วน เรซูเม่ก็เขียนออกมาอย่างดี ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างดูโอเค และพร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว !! ขอให้มองดูรูปที่ใช้สำหรับการสมัครงานสักนิด

รูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่ง เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญมากทีเดียวที่จะทำให้คุณได้งาน หรือ พลาดโอกาสได้งานดีๆ รูปถ่ายแบบไหนกันนะที่ควรนำมาติดในใบสมัครงาน ก่อนอื่นเลยคุณต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพถ่ายจากปัจจัยแวดล้อมดังนี้

1. ตำแหน่งงานที่คุณไปสมัคร

แน่นอนว่า ถ้าคุณไปสมัครในตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ระดับพนักงานปฏิบัติการหัวหน้างาน ผู้จัดการทุกระดับ สำหรับผู้ชายควรเป็นภาพถ่ายที่สวมเสื้อสีสุภาพและผูกเนคไทสีพื้น คลุมทับด้วยสูท เน้นสูทสีสุภาพเช่นกัน คือ สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ

สำหรับคุณผู้หญิงนั้นควรสวมเสื้อสีพื้นมีปก จำไว้ว่าอย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดมันสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ไม่ควรสวมเครื่องประดับและติดเครื่องประดับที่ชุด ควรสวมสูทพอดี
ในขณะที่ผู้ที่ไปสมัครงานในตำแหย่งที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูง

ภาพถ่ายในลักษณะที่กล่าวมาอาจไม่สะท้อนตัวตนของคุณสามารถใช้ภาพที่ดูมีอิริยาบถที่ดูสบายๆได้ แต่ต้องไม่กาลเทศะและความเหมาะสม คุณอาจใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ก็ได้ไม่ผิดอะไร แต่ต้องมองออกมาแล้วไม่ทำลายบุคลิกภาพที่ดี

2. เสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตรวจดูทรงผม

สุภาพบุรุษนั้นควรจัดการกับทรงผมให้มีความเรียบร้อยแม้จะมีการใส่แฟชั่นลงไปในทรงผมแต่ต้องมีขอบเขต ขอให้ออกมาในลุคที่คุณดูดีไม่ดูขรึมมากเกินไปจนดูผิดธรรมชาติ และอย่าลืมโกนหนวด โกนเคราให้เรียบร้อยด้วย

คุณผู้หญิงต้องขอเลยว่าอย่าถ่ายรูปสมัครงานด้วยทรงผมที่มีสีสันจัดจ้าน ไฮไลท์ หนักๆ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้คุณดูดีในสายตากรรมการ แต่ก็ไม่ใช่จะต้องมาในลุคผมดำสนิทตัดผมตรงหรือรวบตึงเสมอไป ขอให้ออกมาแล้วเสริมบุคลิกให้คุณดูน่ามองจะดีกว่า

และในบางตำแหน่งงานที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงให้คุณต้องถ่ายภาพเกล้าผม ก็จงหลีกเลี่ยงจะดีกว่าเพราะมันดุขาดความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว และอย่าลืม ห้ามคาดผมหรือติดเครื่องประดับที่ผมโดยเด็ดขาด

3.อย่าได้ลืมใส่ใจกับผิวหน้า

คุณผู้ชายหลายคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้แต่ขอให้ใส่ใจเถอะเพราะการจะปล่อยหน้าที่มีสิว ผิวหยาบกร้านไปให้กรรมการเห็นคุณจากภาพแรกก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจจริงไหม อย่างน้อยควรให้ช่างภาพจัดการกับข้อบกพร่องเหล่านี้ของคุณสักหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่น่าห่วงในเรื่องนี้

ขอแค่อย่ามากไปแค่นั้นพอ และโทนการแต่งหน้าที่ไม่ควรเลยในการถ่ายภาพสมัครงานคือ ลุคหลากสีเป็นนกแก้ว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากแดง เพราะมันดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ โทนสีสุภาพเช่นสีน้ำตาลส้ม หรือ น้ำตาลชมพูทำให้คุณดูดีกว่ามาก

สุดท้ายจำไว้ว่าอย่าเอารูปชุดนักศึกษาไปสมัครงาน รูปชุดครุยก็จงเก็บไว้ภูมิใจที่บ้าน ส่วนภาพสติ๊กเกอร์หรือภาพถ่ายที่ปริ้นใส่กระดาษธรรมดาไม่ควรเอาใช้เด็ดขาด และควรถ่ายภาพโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงินจะดีที่สุด

ใครกำลังหางานที่ไม่ต้องนั่งเบื่ออยู่ออฟฟิต คลิ๊กเลย

คนหางานบางคนต้องการงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิต แต่ได้ออกไปพบปะผู้คนนอกสถานที่ แม้แต่งานที่สามารถทำที่บ้านได้ ถ้าคนกำลังมีความต้องการหางานอย่างที่ว่ามานี้ ต้องการเข้างานหรือมีความยืดหยุ่นในเรื่องสถานที่ทำงานเรารวบรวมงานที่ไม่ต้องนั่งจ่มอยู่ออฟฟิตมาให้คนหางานลองพิจารณากัน

1. อันดับหนึ่งที่ครอบแชมป์การทำงานนอกออฟฟิตแน่นอนว่าคืองานขาย

หรือที่เราเรียกกันว่า Sale หรือ Sale man นั่นเอง ถึงแม้ว่าในยุคดิจิทัลเราอาจไม่ต้องไปหาลูกค้าเพื่อพบเจอคุยกันแบบ Face-to-Face แต่สามารถคุยผ่าน Online Platform ได้แต่งานสายการขายนี้ก็มักจะไม่ต้องอยู่ออฟฟิตเพราะต้องไปสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้านอกสถานที่ ต้องออกไปพบเจอลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ใครที่มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถที่จะโน้มน้าวใจคนได้ คุณเหมาะกับงานนี้ไม่น้อยเลย

2. นักแปลภาษาและงานล่าม

คุณไม่จำเป็นต้องประจำที่ออฟฟิต เพราะสามารถทำงานแปลและจัดส่งให้ทางองค์กรได้ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เนต ในกรณีที่ต้องเข้าไปออฟฟิตนั้นก็เพียงครั้งคราวเช่นไปเป็นล่ามในที่ประชุม คนที่มีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาที่สามอื่นๆนั้นมีโอกาสได้พบปะผู้คนหลากหลาย ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศและต่างประเทศ อาชีพนี้ไม่จำเป็นที่ต้องจบภาษาศาสตร์ก็สามารถทำได้แต่คุณควรมีประกาศนียบัตรรับรองความสามารถด้านภาษาติดตัวไว้จะดีมาก

3. งานนักเขียนบทความ

ที่เขียนบทความที่เน้นทำการตลาดออนไลน์ คุณคือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ ที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้าสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงมีอินเตอร์เนต และมีความรับผิดชอบทำงานตรงเวลา จะเขียนงานในร้านกาแฟ ริมชายหาด บนเขาก็ทำได้สบายๆ

4. กราฟิกดีไซน์

ให้คิดภาพตามถึงพี่ซันนี่ ใน Freelance นั่นเลนชีวิตกราฟิกดีไซน์ คุณมีหน้าที่การเปลี่ยนจินตนาการให้ออกมาเป็นชิ้นงาน ความต้องการของลูกค้าที่พูดมาล้านแปดจะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ด้วยฝีมือของคุณ การสร้างผลงานที่โดนใจลูกค้าต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์สายงานนี้จึงมักไม่ค่อยทำงานอยู่ในบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้มีความคิดสร้างสรรค์อย่างออฟฟิตที่อาจจะมีกฎระเบียบ ยิ่งในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าแบบนี้คุณยิ่งสามารถทำงานและจัดส่งให้เจ้านายและลูกค้าได้แบบไม่ต้องเอาตัวเข้าไปในออฟฟิต

5. ออแกไนเซอร์จัดงานอีเว้นท์

หลายองค์กรเน้นการทำกิจกรรมเพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ งานเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ผ่านการจัดงานอีเว้นท์ด้วยฝีมือของเหล่าออแกไนเซอร์ คุณจะมีบทบาทในการวางแผนสร้างสรรค์กิจกรรม งานเตรียมการ วางแผนงบประมาณ การสร้างกิมมิคของงาน จัดการสถานที่ และดูแลความเรียบร้อยของกิจกรรมทั้งหมด ถ้าคุณคือนักจัดปาร์ตี้ที่เพื่อนๆยกนิ้วให้งานนี้ก็น่าจะเหมาะกับคุณ

ก่อนจะเป็นบัณฑิตป้ายแดง คุณสร้างทุนทางสังคมตุนไว้แล้วรึยัง

หางานเมื่อเรียนจบ อาจช้าเกินไปก็ได้นะ คุณควรที่จะหาลู่ทางในการหางานตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ โดยสะสมทุนทางสังคมจะทำให้คุณหางานได้ง่ายขึ้น

มาดูกันสิว่านักศึกษาทั้งหลายก่อนจบไปเป็นบัณฑิตป้ายแดงคุณควรต้องมีทุนทางสังคมอะไรบ้าง

อย่าปล่อยให้การฝึกงานเป็นแค่การฝึกฝีมือชงกาแฟ และรู้จักแค่เครื่องถ่ายเอกสาร

              การฝึกงานคือมีโอกาสแสดงฝีมือให้รุ่นพี่มืออาชีพได้สัมผัสตัวตน ความรู้ นิสัย ใจคอ ของนักศึกษา การเลือกสถานที่ฝึกงานนั้นสำคัญมาก หลายองค์กรที่เปิดโอกาสให้เด็กฝึกงานได้ทำอะไรมากมาย

บางแห่งให้ทุนในการทำโปรเจคบางอย่าง บางแห่งให้เด็กฝึกงานเข้าร่วมทีมทำงานจริงๆ  หาองค์กรเหล่านั้นให้พบและพุ่งตรงไปเลย ถ้ารู้ก่อนจะดีมากเพราะคุณจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ตรงตามคุณสมบัติของเด็กฝึกงานที่องค์กรเหล่านั้นต้องการ

เมื่อได้เข้าไปแล้ว แสดงให้เขาเห็นว่าคุณมีความคิดสร้างสรรค์  ขยัน อดทน มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไงบ้าง

มีพี่ๆหลายคนที่เฝ้าดูอยู่และพร้อมให้คำแนะนำ แน่นอนว่าองค์กรก็ได้ประโยชน์จากการได้ทดลองงานจริง และนักศึกษาก็ได้ประโยชน์เช่นกันงานนี้ win-win ทั้งสองฝ่าย

นอกจากนั้นการสร้างความประทับใจให้กับพี่ๆที่ร่วมเป็นพี่เลี้ยงรวมถึงนายจ้างนั้นจะทำให้คุณเป็นที่หมายตามากขึ้น คุณอาจจะข้ามขั้นคำว่าหางาน ไปสู่การได้งานเลยก็ได้

Network ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

สายสัมพันธ์ มีความสำคัญมาก จงการสร้างและสะสม รุ่นพี่ในคณะของคุณเมื่อจบแล้วไปทำงานในองค์กรถ้าคุณรู้จักรุ่นพี่ทำกิจกรรมร่วมกันมาก เคยไปช่วยงานในองค์กรของรุ่นพี่ หรือไปฝึกงานในองค์กรที่มีรุ่นพี่โอกาสจะดึงกันไปทำงานก็ง่ายขึ้น

เราไม่ได้บอกให้คุณเล่นพรรคเล่นพวก แต่กำลังบอกว่าจงใช้โอกาสที่ดีนี้แสดงฝีมือ งานบางอย่างต้องการความไว้วางใจ การเลือกคนที่เคยๆคนที่เห็นฝีมือกันมาก่อนย่อมดีกับองค์การมากกว่าการรับสมัครจากคนหางานที่เป็นคนนอกที่ไม่เคยเห็นฝีมือกันมาก่อน

นอกจากนั้นแล้วเวลาไปฝึกงาน คุณจะได้สร้างสายสัมพันธ์ทั้งกับคนในองค์กรและหาโชคดีได้พบเจอคนนอกองค์กร ก็อย่าได้ทิ้งโอกาสดีๆเหล่านี้ในการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี  เพราะนี่เป็นโอกาสในการได้พบเจอมืออาชีพในวงการ

รู้กาลเทศะให้ผู้ใหญ่เอ็นดู

สังคมไทยชอบเด็กที่อ่อนน้อม หากคุณมีบุคลิกที่อ่อนน้อมผู้ใหญ่จะเอ็นดู ในที่นี้ไม่ใช่การทำตัวประจบหรือแปลความไปในทางร้าย แต่กำลังบอกว่ากาลเทศะเป็นสิ่งสำคัญ

จงเป็นผู้ที่รักการเรียนรู้ และเป็นผู้ที่มีจิตใจอาสา ผู้ใหญ่ไม่ว่าอาจารย์ นายจ้าง เมื่อเห็นเด็กที่ตั้งใจทำดี มีสัมมาคารวะ ย่อมที่จะให้การสนับสนุน โอกาสในการอยากได้มาร่วมงาน หรือ แนะนำงานดีๆให้ย่อมมีมากเช่นกัน

คุณยังพลาดการได้งาน เพราะพลาดซ้ำๆกับเรื่องเหล่านี้รึเปล่านะ

หากคุณหางานมาพักใหญ่แต่ยังไม่ได้งาน การดันทุรังหางานต่อไปโดยไม่หยุดคิดใคร่ครวญ ดูจะเป็นทางหนึ่งที่ยิ่งทำให้พลังในตัวคุณหมดลงจริงไหม ? ถ้าหยุดพักและมองหาข้อผิดพลาด แก้ไขก่อนที่จะหางานต่อไปแบบนี้น่าจะได้พักทั้งกายและใจ

หากคุณกำลังคิดจะพักและมองหาข้อผิดพลาดที่ได้ทำลงไปในขณะที่หางาน เราได้สรุปเอาข้อผิดพลาดที่คนหางานหลายคนได้ทำผิดพลาดซ้ำๆมาให้คุณลองคิดดูว่าตรงกับสิ่งที่คุณทำหรือไม่ และแน่นอนจะแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้อย่างไร เรามีคำตอบมาให้ ไปดูกันเถอะ

1. รู้สึกประหม่าทุกครั้ง

แม้ได้ศึกษา วิธีการหางานและวิธีการเขียน resume มาเป็นอย่างดีแล้ว แต่เมื่อไปถึงขั้นตอนการสมัครและสัมภาษณ์งานก็ยังคงประหม่า

ทางแก้ไข  คือ ซ้อม ซ้อม และซ้อมจนมีความเป็นธรรมชาติ แสดงบทบาทสมมุติกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวให้เขาเป็นกรรมการสัมภาษณ์ และคุณซ้อมตอบคำถามโดยการพูดออกมาจริงๆ ให้มีการให้คะแนนกันจริงๆว่าจะให้ผ่านการสัมภาษณ์หรือไม่ และสอบถามความคิดเห้นของผู้ร่วมแสดงบทบาทสมมุติว่าคุณตอบคำถามดีหรือไม่

2. มีทัศนคติในแง่ลบเกี่ยวกับการหางาน

บางคนนั้นรู้แค่ว่าต้องไปสมัครงานไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องได้งานเมื่อ Passion ของคุณไม่มากพอก็ไม่แปลกที่จะพลาดงาน เช่น หลายคนไม่เห็นข้อดีของตนเองเลย ไม่เห็นความโดเด่นของตนเอง นำเสนอตัวเองไม่เป็น และค่อยภูมิใจในตัวเอง ใจฝ่อตั้งแต่ออกจากบ้านเพื่อไปสัมภาษณ์งาน และคิดตอกย้ำตัวเองว่าคงไม่ได้งาน

ทางแก้ไข  คิดบวกไว้ให้มาก พิจารณาหาข้อดีของตนเอง ฝึกการนำเสนอตัวเอง คนเราต้องมีข้อดี และ การหาข้อดีที่ส่งเสริมกับการทำงานในตำแหน่งงานมานำเสนอได้นั้นจะดีมาก

3. ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการหางานแบบไหน

หลายคนส่งใบสมัครไปเรื่อยๆ  เพราะคิดแค่ว่าควรหางานก็หางานไม่พิจารณาคุณสมบัติที่ผู้ว่าจ้างต้องการว่าตรงกับตนเองหรือไม่ และสนใจในการทำงานร่วมกับองค์กรนั้นๆหรือไม่

ทางแก้ไข  จงหางานแบบมีโฟกัส คือ พิจารณาความต้องการของคุณเอง พิจารณาความสามารถ เลือกองค์กรที่สนใจและความสามารถของคุณถึงในตำแหน่งที่เปิดรับ หากยังไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวต้องฝึกตัวเองให้พร้อมในระดับหนึ่งก่อนไปสมัครงาน

4. ประมาทกับการเขียน resume

Resume เป็นสิ่งแรกที่ทำให้คุณได้ทำความรู้จักกับฝ่าย HR หรือ นายจ้าง แต่คุณไม่เขียนออกมาในลักษณะการนำเสนอตัวเอง ไม่กล่าวถึงคุณสมบัติที่น่าสนใจของคุณ

ทางแก้ไข ศึกษาเทคนิคการเขียน resume จากหลายๆเหล่าหลากหลายตัวอย่างเลือกวิธีการและเทคนิคดีๆจากหลายๆที่มาใช้ ร่าง resume และส่งให้เพื่อน หรือ คนที่มีความรู้ช่วยตรวจทานและให้คำแนะนำ

5. ไม่ศึกษาองค์กรที่สมัครงาน

หลายคนที่สมัครงานโดยไม่ศึกษาข้อมูลขององค์กร เมื่อถูกถามเกี่ยวกับองค์กรก็ตอบไม่ได้ แสดงถึงความไม่ใส่ใจ

ทางแก้ ศึกษาข้อมูลสำคัญขององค์กร เช่น ประวัติ รูปแบบกิจการ สินค้าและบริการสำคัญ พันธกิจ วิสัยทัศน์ขององค์กร

รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหมือนง่ายแต่ตอบยาก

คนหางานที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายที่ หรือ คนที่อ่อนประสบการณ์ มักเจอคำถามคล้ายๆกัน เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ยากนักที่จะตอบออกมาให้ได้อย่างใจคิดและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์งาน

คำถามสัมภาษณ์งาน

วันนี้เราขอรวบรวมคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยที่จะตอบให้ดี และแนวทางการตอบคำถามมาเป็นข้อมูลให้กับคนหางานทุกคน

1. คุณเคยมีประสบการณ์ทำงานนี้หรือไม่

หลักในการตอบ  ตอบตามความเป็นจริง

หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ายังไม่มีควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงาน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตามตรง และควรที่จะแจ้งว่าขณะนี้กำลังศึกษาด้วยตนเองอยู่ และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้

2. อยากถามอะไรเพิ่มไหม

หลักในการตอบ  ควรมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ

งานที่ทำจะต้องประสานกับส่วนงานไหนบ้าง เป้าหมายของฝ่ายงานเป็นอย่างไร คาดหวังจะให้ผุ้สมัครงานปฏิบัติงานอย่างไร   และยังสามารถถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท ได้อีกด้วย

3. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

หลักในการตอบ  แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

องค์กรนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างไร ทั้งในด้านของการดำเนินกิจการและการดูแลสวัสดิการพนักงาน รวมถึงตัวคุณเองจะมีส่วนเข้ามาช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้อย่างไร และคุณมองเห็นว่าจะมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่างไรเมื่อร่วมงานกับองค์กร แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

4. อยากได้เงินเดือนเท่าไร

หลักในการตอบ  ตอบตามข้อมูลที่ได้ศึกษามาด้วยท่าทีที่สุภาพ

ตอบตามที่คุณได้ไปศึกษาเปรียบเทียบมาว่าคุณควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยบอกเหตุผลประกอบเช่น ในตลาดงาน ตำแหน่งนี้ ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ ลากบวกกับประสบการณ์แล้วคุณควรมีเงินเดือนท่าไหร่

เมื่อพูดจบแล้ว ควรปิดท้ายว่า ทั้งนี้ขอให้บริษัทพิจารณาตามความสามารถ จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ หรือ หากไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไรที่จะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควร

5. ทำไมออกจากงานเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนงาน

หลักในการตอบ   จำไว้ว่าไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม

แม้เหตุผลที่ออกมาจะมาจากความไม่พอใจที่ทำงานเดิม เพราะคุณจะถูกมองในแง่ลบ แต่ควรเบี่ยงประเด็นในลักษณะที่กล่าวถึงองค์กรที่มาสมัครงาน เช่น  คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือคุณต้องทำงานที่ท้าทายมากกว่าเดิม

6. ที่เรียนมาไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครจะทำงานได้เหรอ

หลักในการตอบ เน้นให้กรรมการเห็นว่าคุณมีความสามารถและพร้อมจะพัฒนาตัวเอง

แม้จะเรียนไม่ตรงกับงานที่มาสมัครแต่มีความสนใจในงานนี้มานาน และได้ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมความรู้ และฝึกทักษะเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเข้าอบรมที่เกี่ยวข้อง การทำงานลักษณะนี้ในแบบ Part time มาก่อน

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression ต้องเลือกรูปสมัครงานให้ดี

หากคุณกำลังจะไปสมัครงาน เอกสารทุกอย่างครบถ้วน เรซูเม่ก็เขียนออกมาอย่างดี ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างดูโอเค  และพร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว !! ขอให้มองดูรูปที่ใช้สำหรับการสมัครงานสักนิด

รูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่ง เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญมากทีเดียวที่จะทำให้คุณได้งาน หรือ พลาดโอกาสได้งานดีๆ รูปถ่ายแบบไหนกันนะที่ควรนำมาติดในใบสมัครงาน ก่อนอื่นเลยคุณต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพถ่ายจากปัจจัยแวดล้อมดังนี้

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression

1. ตำแหน่งงานที่คุณไปสมัคร

แน่นอนว่า ถ้าคุณไปสมัครในตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ระดับพนักงานปฏิบัติการหัวหน้างาน  ผู้จัดการทุกระดับ สำหรับผู้ชายควรเป็นภาพถ่ายที่สวมเสื้อสีสุภาพและผูกเนคไทสีพื้น คลุมทับด้วยสูท เน้นสูทสีสุภาพเช่นกัน คือ  สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ

สำหรับคุณผู้หญิงนั้นควรสวมเสื้อสีพื้นมีปก จำไว้ว่าอย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดมันสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ   ไม่ควรสวมเครื่องประดับและติดเครื่องประดับที่ชุด ควรสวมสูทพอดี

ในขณะที่ผู้ที่ไปสมัครงานในตำแหย่งที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูงภาพถ่ายในลักษณะที่กล่าวมาอาจไม่สะท้อนตัวตนของคุณสามารถใช้ภาพที่ดูมีอิริยาบถที่ดูสบายๆได้ แต่ต้องไม่กาลเทศะและความเหมาะสม  คุณอาจใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ก็ได้ไม่ผิดอะไร แต่ต้องมองออกมาแล้วไม่ทำลายบุคลิกภาพที่ดี

2. เสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตรวจดูทรงผม

สุภาพบุรุษนั้นควรจัดการกับทรงผมให้มีความเรียบร้อยแม้จะมีการใส่แฟชั่นลงไปในทรงผมแต่ต้องมีขอบเขต ขอให้ออกมาในลุคที่คุณดูดีไม่ดูขรึมมากเกินไปจนดูผิดธรรมชาติ และอย่าลืมโกนหนวด โกนเคราให้เรียบร้อยด้วย

job-apply-photo

คุณผู้หญิงต้องขอเลยว่าอย่าถ่ายรูปสมัครงานด้วยทรงผมที่มีสีสันจัดจ้าน  ไฮไลท์ หนักๆ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้คุณดูดีในสายตากรรมการ แต่ก็ไม่ใช่จะต้องมาในลุคผมดำสนิทตัดผมตรงหรือรวบตึงเสมอไป ขอให้ออกมาแล้วเสริมบุคลิกให้คุณดูน่ามองจะดีกว่า  และในบางตำแหน่งงานที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงให้คุณต้องถ่ายภาพเกล้าผม ก็จงหลีกเลี่ยงจะดีกว่าเพราะมันดุขาดความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว และอย่าลืม ห้ามคาดผมหรือติดเครื่องประดับที่ผมโดยเด็ดขาด

3.อย่าได้ลืมใส่ใจกับผิวหน้า

คุณผู้ชายหลายคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้แต่ขอให้ใส่ใจเถอะเพราะการจะปล่อยหน้าที่มีสิว ผิวหยาบกร้านไปให้กรรมการเห็นคุณจากภาพแรกก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจจริงไหม อย่างน้อยควรให้ช่างภาพจัดการกับข้อบกพร่องเหล่านี้ของคุณสักหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่น่าห่วงในเรื่องนี้ ขอแค่อย่ามากไปแค่นั้นพอ และโทนการแต่งหน้าที่ไม่ควรเลยในการถ่ายภาพสมัครงานคือ ลุคหลากสีเป็นนกแก้ว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากแดง เพราะมันดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ โทนสีสุภาพเช่นสีน้ำตาลส้ม หรือ น้ำตาลชมพูทำให้คุณดูดีกว่ามาก

สุดท้ายจำไว้ว่าอย่าเอารูปชุดนักศึกษาไปสมัครงาน รูปชุดครุยก็จงเก็บไว้ภูมิใจที่บ้าน ส่วนภาพสติ๊กเกอร์หรือภาพถ่ายที่ปริ้นใส่กระดาษธรรมดาไม่ควรเอาใช้เด็ดขาด และควรถ่ายภาพโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงินจะดีที่สุด