คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

นับเป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเต้นตุบๆ ทุกครั้งที่จะหางานทำเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะเรามักจะกลัวคำถาม และกลัวการตอบคำถามสัมภาษณ์งานของเราค่ะ วันนี้เราจึงมีตัวอย่างคำถามที่ต้องเจอแน่นอนมาฝากกันค่ะ

              1.) ขอให้คุณเล่าเรื่องของคุณสั้นๆ

เปิดคำถามมาก็มักจะกว้างเป็นแม่น้ำอย่างนี้ล่ะค่ะ คำถามนี้เจอแน่นอนและมักจะเป็นคำถามแรกเสมอ หากเจอสถานการณ์นี้เข้าไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติค่ะใจเย็นๆ ห้ามลนลาน แม้ในใจของคุณไม่รู้จะเริ่มเล่าเรื่องของคุณตั้งแต่ช่วงไหนดี  เอาง่ายๆ แบบนี้ว่า ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลค่ะ เริ่มแค่จากสมัยเรียนปริญญาตรีก็พอจ้า  การสัมภาษณ์งานเพื่อให้เขาได้รู้จักตัวเรามากขึ้นจากใบสมัครค่ะ และหากคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างแล้ว ก็เล่าถึงที่ทำงานในปีแรกจนถึงล่าสุด เพียงแค่บอกชื่อที่ทำงานและตำแหน่งงานก็พอนะคะ ที่เหลือเดี๋ยวกรรมการเค้าจะถามต่อเองจ้า

คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

              2.) เพราะอะไร คุณถึงอยากร่วมงานกับเรา

เอาล่ะสิคะ คำถามยากแฮะ เป็นคำถามวัดปฏิภาณไหวพริบทีเดียวค่ะ เพราะนี่ไม่ได้มีคำตอบตายตัวนะคะ ความเป็นตัวเราล้วนๆ เลย ที่จะช่วยให้ผ่านด่านนี้ไปได้  แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สิ่งที่เราแนะนำคือ ก่อนมาสัมภาษณ์งานคุณควรเข้าเวปบริษัทและอ่านข้อมูลมาโดยละเอียดค่ะ เมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป ก็งัดมันออกมาตอบได้เลย เช่น เพราะความมั่นคงของบริษัทซึ่งก่อตั้งมาแล้วกว่า 50 ปี (บลาๆๆๆๆ ก็ว่าไป) หรือ ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ว่า (จุดๆๆๆๆๆ อะไรก็ว่าไปค่ะ) เท่านี้ก็ได้ใจกรรมการเพิ่มแล้วจ้า

              3.) หากได้ร่วมงานกับเรา คุณจะพัฒนางานของคุณอย่างไร

คำถาม สัมภาษณ์งาน นี้หินไม่แพ้กันค่ะ อันนี้ขอแนะนำว่าให้ซ้อมตอบมาเลยนะคะ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่เราเดินไปสมัครค่ะ เพราะหากไม่ซ้อมรับรองว่าหน้างานมีการเอิ๊กอั๊กเลิกลั๊กให้เสียคะแนนแน่นอน

              4.) สะดวกในการเดินทางมาทำงานหรือไม่

คำถามนี้เหมือนจะตอบง่ายค่ะ แต่ห้ามตอบส่งๆ ไปเพียงเพราะอยากได้งานนะคะ เพราะกรรมการสัมภาษณ์งาน จะพิจารณาตั้งแต่เห็นที่อยู่เราจากในใบสมัครแล้วค่ะ ว่า โอ้โห!!! ที่บ้านกับที่ทำงาน อยู่กันคนละซีกโลกเลยนี่ หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาที่กรรมการจะตั้งคำถามค่ะ หากเราตอบว่าได้ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง กรรมการก็จะมี Question ในใจนิดหน่อยแต่ไม่ได้คะแนนเพิ่มนะคะ แต่หากตอบว่า ถ้าได้งานก็จะหาที่พักใกล้ที่ทำงาน อันนี้มีเปอร์เซ็นต์สูงในการผ่านการพิจารณาค่ะ

              5.) คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

นี่เป็นคำถามชี้ชะตา ว่าเราจะได้ร่วมงานหรือไม่นะคะ อุตส่าห์ตอบมาดีทั้งหมด หลายคนตกม้าตายตอนนี้ คือเรียกเงินเดือนสูงไปก็ไม่รอดนะคะ

ประสบการณ์ทำงานไม่มี จะสมัครงานได้ไหม

เป็นคำถามง่ายๆ แต่ทำให้หลายคนกังวลใจจนนอนไม่หลับเลยทีเดียวค่ะ เมื่อเกิดคำถามนี้ในใจ ให้คิดไว้เสมอค่ะ ว่าทุกคนย่อมมีการเริ่มต้น หากไม่นับหนึ่งแล้วจะเดินขึ้นไปสองได้อย่างไร จริงมั๊ยคะ ฉะนั้นแล้วถึงไม่มีประสบการณ์ก็สามารถสมัครงานได้แน่นอนค่ะ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องนึงก่อนค่ะว่า ในยุคปัจจุบันการแข่งขันสูงขึ้น เศรษฐกิจมีผลต่อผลกำไรของบริษัท นั่นหมายความว่ากำไรน้อยความสามารถในการจ้างคนที่ประสบการณ์ทำงานสูงย่อมน้อยตามไปด้วยค่ะ เพราะการจ้างงานต้องจ่ายเงินเดือนตามประสบการณ์ทำงาน ยิ่งประสบการณ์มาก ห้าปี สิบปี ยิ่งต้องจ้างแพงตามลำดับ หลายบริษัทจึงหันมาจ้างเด็กใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน เพราะนอกจากจะประหยัดงบได้แล้วเด็กใหม่ยังมีไฟในการทำงานสูงอีกด้วยค่ะ ที่เหลือก็ฝากความหวังไว้ที่รุ่นพี่ที่จะทำการสอนงานให้น้องใหม่ไปได้ถึงฝั่งฝัน

ประสบการณ์ทำงานไม่มี จะสมัครงานได้ไหม

 

นอกจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานนั้นๆ ค่ะ ว่าต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานหรือไม่ หากต้องการ ต้องการกี่ปี หากเราอยู่ในข่ายคุณสมบัติที่บริษัทต้องการ ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ พกความมั่นใจไปพร้อมกับเรซูเม่ได้เลย และหากบริษัทไหนที่ต้องการเด็กจบใหม่ ยิ่งเป็นโอกาสอันดีงามค่ะ เตรียมตัวเองให้พร้อมและไปสมัครงานได้เลย เพียงแต่ก่อนไป ก็เตรียมตัวเองสักนิดนะคะในการตอบคำถามคณะกรรมการ

ในส่วนของบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีประสบการณ์การทำงาน แล้วคณะกรรมการจะดูอะไรเป็นหลัก

1.) กิจกรรมที่ทำในสมัยเรียนค่ะ ต้องยอมรับว่ายุคปัจจุบัน จะเรียนดีเป็นเด็กเนิร์สอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะคะ ต้องมีกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยด้วย เพราะไม่มีบริษัทไหนต้องการคนที่มานั่งทำงานอย่างเดียวค่ะ ในด้านทักษะอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการ  ความรับผิดชอบในหน้าที่  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  หรือการบริหารเวลา  การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่สำคัญที่บริษัทต้องการเช่นกัน หากไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน แต่ประสบการณ์จากการร่วมกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย จะเป็นตัวสำคัญในการตอบโจทย์คณะกรรมการค่ะ

2.) ในระหว่างเรียนเราทำงานพิเศษอะไรมาบ้างหรือไม่  ซึ่งหากไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะคะ หากแต่ถ้ามีประวัติด้านการทำงาน พาร์ทไทม์ หรือการทำงานพิเศษอะไรมา คณะกรรมการย่อมจะพิจารณา ทักษะและความสามารถต่างๆ ของเราจากการทำงานเหล่านั้นแทน ถือว่าเป็นแต้มต่อที่เราได้มากกว่าใครเขาไปอีกหนึ่งสเตปค่ะ

ดังนี้แล้ว น่าจะคลายความกังวลใจลงไปได้บ้าง และเตรียมความพร้อม เตรียมความมั่นใจของเราให้ดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

ที่มา : https://www.jobtopgun.com/

เตรียมตัวสมัครงานอย่างไรให้ได้งาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะสำหรับคำถามยอดฮิตนี้ ที่ทั้งนิสิตจบใหม่ หรือแม้แต่พี่เก่าที่เคยทำงานมาแล้วก็ตาม ยังคงมีข้อสงสัยอาจจะเนื่องด้วยสมัครงานมาแล้วหลายที่ก็ยังไม่โดนใจกรรมการซักที แน่นอนค่ะว่าเราน่าจะต้องบกพร่องเรื่องใดเรื่องหนึ่งถึงยังไม่ผ่านการพิจารณา แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สำหรับพี่เก่าและรวมถึงน้องบัณฑิตใหม่ เพราะวันนี้เรามีทีเด็ดเคล็ดไม่ลับ นำมาฝากกันง่ายๆ ตามนี้เลยจ้า

1.) First Impression

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร ทำไมต้องคำนึงถึง First Impression?? คำตอบคือสำคัญมากถึงมากที่สุดค่ะ เพราะ First Impression คือ ความประทับใจแรกพบ ในข้อนี้ก็จะได้ใจกรรมการไปแล้ว 80% ค่ะ

ก่อนอื่นเลยเราต้องมาดูกันก่อนว่า  เรา… กำลังเดินเข้าไปสมัครงานในตำแหน่งอะไร และตำแหน่งงานนี้น่าจะต้องการพนักงานที่มีบุคลิกภาพแบบไหน เช่น คล่องแคล่ว พูดจาฉะฉาน มั่นใจในตัวเอง เป็นต้น

หากตีโจทย์นี้ได้ เราจะสามารถพิชิตใจกรรมการได้แน่นอนค่ะ เพราะสิ่งนี้คือบุคลิกภาพภายใน ส่วนต่อไปคือบุคลิกภาพภายนอก อันดับแรกหลังจากที่ได้คำตอบแล้ว ต้องเช็คเสื้อผ้าหน้าผม ต้องเรียบร้อย แต่งหน้าน้อยๆ พองามเน้นที่ความสะอาด อันนี้ไม่เกี่ยวกับความสวยหรือไม่สวยอันเป็นมาแต่กำเนิดนะคะ

ย้ำนะคะ!! อย่าเดินเข้าไปสัมภาษณ์งานหากคุณมาแบบกระเซอะกระเซิงประหนึ่งนั่งวินถอยหลัง รับรองว่าสภาพนี้ตกรอบตั้งแต่ยังไม่ได้ตอบคำถามแรกค่ะ ในส่วนต่อมา คือการแต่งกาย ควรสวมชุดเรียบร้อย ผู้หญิงกระโปรงไม่สั้นจนเกินไป และควรใส่เสื้อสูทให้เรียบร้อย และห้ามใส่รองเท้าแตะเด็ดขาด เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ค่ะ

2.) เตรียมความเฉลียวฉลาดไปให้พร้อม

เมื่อตรวจสอบด้านกายภาพกันแล้ว ส่วนต่อมาคือ การเข้ามานั่งในห้องสัมภาษณ์งานค่ะ สิ่งที่ต้องเตรียมแน่นอนคือ เรซูเม่ (Resume) เตรียมเผื่อ 2 ชุดค่ะ เพราะบางที่ต้องการ 2 ชุด

หากเราเตรียมไปพร้อมก็แสดงถึงความรอบคอบและความพร้อมที่ต้องการจะทำงานของเราเช่นกันค่ะ (อย่าลืมนะคะ HR เค้าสังเกตทุกกระเบียดนิ้วค่ะ) สิ่งสำคัญอย่าลืมรูปถ่ายค่ะ บางที่อะลุ่มอล่วยให้นำมาวันหลังได้ แต่แน่นอนค่ะคุณโดนตัดคะแนนความรอบคอบไปแล้ว

การตอบคำถามต้องฉะฉาน ชัดเจน ที่สำคัญก่อนมาสัมภาษณ์ควรเข้าเวปไซท์ของบริษัทนั้นๆ แล้วศึกษาข้อมูลข้อบริษัทมาซักนิดนะคะ เช่น บริษัทนี้ทำเกี่ยวกับอะไร หากเราเดินเข้าไปสัมภาษณ์แบบไม่รู้เรื่องของที่ที่เราจะทำงานด้วยเลย นั่นแสดงว่าเราไม่ใส่ใจ ไม่ได้อยากจะทำงานที่นี่จริงค่ะ

และการตอบคำถามอย่างชาญฉลาดจะเกิดขึ้นได้ เราต้องซ้อมตอบคำถามค่ะ ตั้งเองตอบเองที่บ้านนี่ล่ะค่ะดีที่สุด เพราะเวลาตอบคำถามจริง เราจะไม่ลนลานจนเสียคะแนนค่ะ ถ้าจะให้ดีควรซ้อมหน้ากระจกและดูความมั่นใจของตัวเองไปด้วยนะคะ การตอบคำถามไปยิ้มไปจะทำให้บรรยากาศ Relax ไปถึงกรรมการด้วยค่ะ

ทำสองข้อนี้ได้ ก็มีชัยไปเกือบ 100 แล้วค่ะ ที่เหลือก็อยู่ที่การตอบคำถามคณะกรรมการแล้วนะคะ ว่าเราจะตอบโดนใจท่านๆ แค่ไหน

มาอัพเดตกันว่างาน การตลาด ในปัจจุบันมีตำแหน่งอะไรบ้าง

หลาย ๆ คนที่กำลังมองหางานการตลาด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฝ่ายการตลาดนั้นอีกหนึ่งตำแหน่งที่เป็นดังหัวใจหลักของทุก ๆ บริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ทำงานด้าน การค้าขาย การบริการต่าง ๆ ฝ่ายการตลาดก็เป็นฝ่ายสำคัญที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดได้ ยิ่งปัจจุบันในยุคของ Internet การตลาดออนไลน์นั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของฝ่ายการตลาดเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะมีประสิทธิภาพมากแล้วค่าใช้จ่ายยังน้อยการตลาดแบบออฟไลน์อีกด้วย วันนี้เราจะมาอัพเดตกันว่า งานการตลาดในปัจจุบันนั้นมีตำแหน่งอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

Perfect-digital-marketer-1280x720

  1. Strategic Planner หรือ Head of Digital Marketing

อันดับหนึ่งเลยคือ นักกลยุทธ์ หรือ หัวหน้าฝ่ายการตลาดดิจิทัล ซึ่งถือว่าเป็นหัวหอกของฝ่านการตลาดดิจิทัล ที่มีหน้าที่ในการดำเนินการวางแผนการตลาดออนไลน์ทั้งหมด โดยคุณสมบัติของคนที่จะสามารถทำตำแหน่งนี้ได้คือ ต้องมีความเป็นผู้นำ มีความรู้ด้านการตลาดเป็นอย่างดี เพราะต้องวิเคราะห์ทิศทางการตลาดของบริษัทให้ตอบโจทย์กับยุคอยู่เสมอ ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของสังคม Social media และ สามารถใช้ Social media ได้เป็นอย่างดี

  1. Ads Manager

อันดับต่อมา คือ Ads Manager หรือ ผู้จัดการดูแลโฆษณา ต้องเป็นคนที่รู้วิธีการทำ โฆษณาใน social media ต่าง ๆ ทั้ง Facebook, Google และ อื่น ๆ โดยคุณต้องเป็นคนวางแผนการทำสื่อโฆษณาในทุก ๆ ไตรมาสของบริษัท รวมถึงวิเคราะห์ว่าแผนโฆษณานั้นจะคุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปไหมอีกด้วย

  1. Marketing Admin/ Coordinator

หรือ ผู้ประสานงานทางการตลาด โดยคุณต้องความรู้ด้านการตลาดเป็นอย่างดี และ ที่สำคัญคือ เป็นคนที่สามารถประสานงานกับฝ่ายอื่น ๆ ได้ รวมทั้ง ประสานงานกับลูกค้าของบริษัท  ต้องเป็นคนที่สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ และ มีทักษะการสื่อสารที่ดี

  1. Content Creator/ Graphic Design

ตำแหน่งนี้อาจจะรวม หรือ แยกกันนั้นก็แล้วแต่ละบริษัท โดยหน้าที่หลักคือ การทำงานเขียน หรือ สื่อออนไลน์ตามแผนงานของฝ่ายการตลาด ถือว่าเป็นงานฝ่ายผลิตของฝ่ายการตลาด ที่จะสื่อสารกับลูกค้า คนที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และ สามารถทำงานตามแผนงานได้ มีทักษะการเขียนที่ดี หรือ มีทักษะการทำ Graphic ที่ดี ที่สำคัญคือ ต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี สามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านงานเขียน หรือ กราฟิกได้ และ ต้องเป็นคนที่อัพเดตเทรนด์ใหม่ ๆ ของสังคมออนไลน์อยู่ตลอด

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับตำแหน่งด้านการตลาดในปัจจุบันที่นำมาฝากเพื่อน ๆ ในวันนี้ หากเพื่อน ๆ สนใจอยากหางานการตลาด ก็สามารถหางานการตลาดได้ง่าย ๆ ผ่าน เว็บไซต์หางานอย่าง www.jobtopgun.com ที่มีประกาศรับสมัครงานมากกว่า 6,100 ตำแหน่งทั่วประเทศ

ข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องมีใน Resume

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่กำลังหางานคงกำลังง่วนอยู่กับการทำ Resume ของตัวเองเพื่อไปยื่นในบริษัทที่สนใจ และแน่นอนว่า Resume เป็นดังประตูก้าวแรกที่จะตัดสินว่าเรามีโอกาสได้งานหรือไม่ได้งาน วันนี้เราเลยจะมาสรุปให้ฟังเน้น ๆ ว่าข้อมูลอะไรบ้างที่เราต้องใส่ให้เข้าตา HR แบบจัง ๆ

  1. ข้อมูลส่วนตัว: ซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ – นามสกุล วันเดือนปีเกิด, ช่องทางติดต่อ (หลัก ๆ ควรจะมีเบอร์โทรศัพท์ และ Email), ประวัติการศึกษาโดยคร่าว ๆ และ ผลการศึกษา
  2. วัตถุประสงค์ในการทำงาน: ข้อนี้หลาย ๆ คนละเลยที่จะใส่ ซึ่งจริง ๆ แล้วข้อมูลตรงนี้แทบจะเป็นจุดที่ HR เกือบทุกบริษัทอยากรู้ ว่าเรามีเป้าหมาย หรือ วัตถุประสงค์ในการทำงานอย่างไร โดยเราอาจจะเรียบเรียงข้อมูลนี้เป็นย่อหน้าสั้น ๆ ไม่กี่ประโยคก็เพียงพอ แต่ที่สำคัญคือ ต้องได้ใจความ และ แสดงความตั้งใจของเราอย่างชัดเจน
  3. ประวัติการทำงาน/ฝึกงาน หรือ กิจกรรมตอนเรียน ที่เคยทำมา: ในข้อนี้เราไม่จำเป็นจะต้องใส่ข้อมูลทั้งหมดที่เราเคยทำมา เพียงแต่คัดข้อมูลกิจกรรม หรือ งานที่คิดว่านำเสนอความเป็นเราได้อย่างชัดเจน และ ตอบโจทย์กับตำแหน่งงานที่เรากำลังสมัคร เช่น เราอาจจะใส่ประสบการณ์การขายของออนไลน์ หากเราต้องสมัครงานในตำแหน่งการตลาด เป็นต้น เพื่อให้ HR เห็นว่าเราผ่านประสบการณ์การทำงานด้านนี้มาแล้ว
  4. ทักษะต่าง ๆ : ข้อนี้ถือเป็นการนำเสนอตัวเองว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยทักษะนั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งด้านภาษา ด้านการเขียน ด้านการพูด ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านงานเอกสาร หรือ หากมีใบขับขี่ก็ควรจะระบุลงไปด้วยเช่นกัน เพื่อนำเสนอว่าตัวเองนั้นมีความสามารถและ ทำงานอะไรได้บ้าง
  5. จุดเด่น และ ลักษณนิสัยของเรา : สุดท้ายคือการโฆษณาตัวเองว่าเรามีลักษณะนิสัยในการทำงานอย่างไร อย่างเช่น เป็นคนมีความกระตือรือร้น, สามารถถทำงานเป็นทีมได้, มีใจรักงานบริการ เป็นต้น โดยเราไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลทั้งหมด หรือ โอ้อวดเกินจริง และ ควรใช้ข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่เรายื่นไปด้วยเพื่อให้ HR เห็นว่าเราเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้นจริง ๆ  

เพียงเพื่อน ๆ ใส่ข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วนก็สามารถเพิ่มโอกาสในการหางานได้อย่างแน่นอนค่ะ ที่สำคัญคือ ก่อนส่งอย่าลืมตรวจเช็คความถูกต้องของตัวสะกด และ ความเรียบร้อยโดยรวมด้วยนะคะ แต่หากใครกลัวจะตกหล่นข้อมูลอะไรไปเดี๋ยวนี้เราก็สามารถสร้าง resume ได้อย่างง่าย ๆ ที่ www.jobtopgun.com ที่มีโปรแกรมสร้าง Resume อย่าง Super resume ที่เพียงกรอกข้อมูลตามหัวข้อที่เว็บไซต์ได้ระบุไว้ก็สามารถสร้าง resume ได้อย่างง่าย ๆ ไม่ต้องกลัวตกหล่นข้อมูลอะไรไป ที่สำคัญยังฝากข้อมูลไว้กับเว็บไซต์ให้ HR บริษัทต่าง ๆ เข้ามาดูข้อมูลได้ เรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้แน่นอนค่ะ

หางานอุบลเทคนิคประสบความสำเร็จ ในการเปลี่ยนงาน

การสมัครงานเป็นเรื่องที่ง่ายมาก และเราสามารถหาวิธีการต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต แต่การประสบความสำเร็จในการหางานของแต่ละคนแตกต่างกัน เพราะการสมัครงานของแต่ละคนจะมีความต่างกันนั่นเอง สิ่งนี้เรียกว่าเป็นเทคนิคเฉพาะคน หรือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้รับสมัครงานเห็นแล้วชอบ เช่น ลักษณะบุคลิกภาพที่ตรงกับตำแหน่งงาน หรือ การพูดจาฉะฉาน ชัดเจน เป็นต้น  บางคนสมัครเพราะอยากทำงานที่สมัครไปจริง ๆ บางคนสมัครไปเพราะงานนั้นให้เงินเดือนสูง บางคนสมัครงานเพราะเป็นงานที่ตนเองชอบ ซึ่งต่างคนก็ต่างเหตุผลในการสมัคร แต่ว่าการหางานที่ดีจะต้องให้เราเป็นคนเลือกงานไม่ใช่งานเป็นคนที่เลือกเรา ดังนั้นก่อนที่จะหางานอุบลคุณควรจะต้องรู้เรื่องเหล่นนี้ก่อน

หางานอุบล

1.เหตุผลในการเปลี่ยนงาน

ว่าด้วยเรื่องของเหตุผลในการเปลี่ยนงาน เชื่อว่าหลายคนมีความคิดที่จะเปลี่ยนงานเกิดขึ้นมาบ้าง ซึ่งช่วงที่เกิดความคิดนี้มักจะเป็นช่วงเวลาที่งานมีปัญหาหรือไม่ได้สิ่งที่ต้องการจากงานที่ทำอยู่ ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนงานแล้ว ต้องถามตัวเองก่อนว่าเหตุผลในการเปลี่ยนงานคืออะไร เช่น เงินเดือน ความก้าวหน้าในหน้าที่ อยากเปลี่ยนแปลงลักษณะงานที่ทำ เป็นต้น เมื่อรู้เหตุผลในการเปลี่ยนงานแล้ว คุณจะมีหลักในการเลือกหางานอุบลได้ไม่ยาก เพราะที่อุบลมีงานให้เลือกอยู่หลายแบบ คงต้องมีสักงานที่ตรงกับความต้องการของท่าน

2.ลงมือเลือกงานที่ต้องการ

หากต้องการเงินเดือนเพิ่มขึ้นและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แนะนำให้สมัครงานในตำแหน่งงานเดิมกับบริษัทที่ให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น เพราะคุณเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานที่ตรงสายงาน จะทำให้มีความน่าเชื่อถือและมีโอกาสเรียกเงินเดือนได้สูง  แต่หากต้องการเปลี่ยนรูปแบบหรือลักษณะงานที่ทำให้เลือกสมัครงานในแบบที่คุณต้องการหรือเลือกงานตามความชอบของคุณ แต่คุณจะต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนงานในครั้งนี้ เงินเดือนที่ได้รับอาจจะน้อยลงบ้าง เพราะคุณไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน แต่หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงและคิดว่าการทำงานในแบบที่ต้องการมีความก้าวหน้าในอนาคตก็เลือกสมัครได้เลย เพื่ออนาคต ซึ่งการหางานอุบลมีตัวเลือกที่ช่วยให้คุณมีงานที่ตรงตามความต้องการอยู่หลายช่องทาง ดังนั้นหากรู้งานที่ต้องการสมัครแล้ว ให้ทำการสมัครได้เลย

การเปลี่ยนงานเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกคน คนเราต้องการความก้าวหน้าทางด้านอาชีพหรือต้องการเงินเดือนเพิ่มขึ้น ซึ่งหากที่ทำงานปัจจุบันไม่สามารถให้ได้ การก้าวไปยังที่ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้จึงเป็นทางออกที่นำมาใช้ ดังนั้นก่อนที่จะออกจากงานอย่าลืมหาคำตอบให้กับตนเองให้ได้ก่อน เพื่อที่การเปลี่ยนงานของท่านจะทำให้ชีวิตท่านดีขึ้น ซึ่งหากต้องการหางานอุบลนับเป็นช่องทางที่จะช่วยให้ท่านสามารถหางานได้ตรงกับความต้องการได้

เทคนิคการเขียน Resume ให้ประทับใจคนอ่าน และได้งานชัวร์

ชีวิตหลังจากการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทุกคนต้องทำเหมือนกันทุกคนก็คือ การสมัครงาน การหางานในสายงานของตัวเองทำ และวิธีการที่จะเข้าทำงานในองค์กร หรือบริษัทต่างๆ ได้นั้น สิ่งหนึ่งที่ทุกที่เป็นเหมือนกันก็คือ ต้องมีเรซูเม่ ให้กับเจ้าหน้าที่บุคคลขององค์กรนั้นๆ ประกอบกับการสมัครงานของเราด้วย และการเขียน Resume ก็ถือว่าเป็นความสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง ของการสมัครงานเลยก็ว่าได้

ซึ่งการเขียนเรซูเม่ ไม่ใช่ว่าเราจะเขียนตามใจชอบ มันต้องมีวิธีการ หลักการ ในการเขียนเช่นกัน เพราะสิ่งนี้ จะเป็นเหมือนกับสิ่งที่แสดงตัวตนของเราคร่าวๆ ให้กับคนอื่นได้รู้เลย ว่าเขาสมควรจะรับเราเข้าทำงานด้วยหรือไม่ แล้ววิธีการเขียนเรซูเม่ที่ดีเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง

จัดลำดับความสำคัญ

ควรจะเขียนเรียบเรียงลำดับเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักของการเขียนเรซูเม่ ตั้งแต่ชื่อ นามสกุล ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน ความสามารถพิเศษ เป็นต้น

เขียนสั้นๆ แต่ได้ใจความ

ลักษณะของ Resume จะต้องไม่ยาวยืดเยื้อจนเกินไป ควรเขียนให้สั้นได้ใจความ และเป็นสิ่งที่เราเรียบเรียงมาดีแล้ว ไม่ควรเขียนในลักษณะที่เป็นการบรรยาย หรือบอกเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน เพราะคนอ่านจะเกิดความเบื่อหน่ายได้ และคำที่ใช้ก็เป็นคำที่เป็นทางการ ไม่ควรใช้ภาษาพูดมาเขียน เพราะมันแสดงถึงการไม่เป็นมืออาชีพ บางทีอาจจะทำให้ไม่ผ่านเลยก็ได้

ต้องรู้จักข้อมูลของบริษัท

หรือองค์กรที่เราอยากจะไปทำงานด้วย ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเราอยากจะเข้าไปทำงานที่ไหนก็ตาม เราควรจะรู้ขอมูลของบริษัท และผลงาน สิ่งที่ทางบริษัทเขาทำด้วย จะเป็นการช่วยเพิ่มคะแนนของเราได้เป็นอย่างดี เพราะมันแสดงให้เห็น ว่าเรามีความสนใจ ที่อยากจะเข้ามาทำงานกับเขาจริงๆ

 

resume1

สิ่งที่ไม่ควรจะเขียนในเรซูเม่

บางอย่างที่ไม่จำเป็น เราก็ไม่ต้องเขียนลงมาด้วยก็ได้ ถึงแม้มันจะทำให้ Resume ของเรา มันดูมีข้อมูลเยอะก็ตาม แต่ถ้าข้อมูลหรือสิ่งที่เราเขียนลงไปนั้น มันไม่มีประโยชน์ ไม่มีความหมายอะไร มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย อย่างเรื่องต่อไปนี้ ที่ห้ามเขียนเด็ดขาด

ชอบเปลี่ยนงานบ่อยๆ

หรือว่าไม่เคยทำงานที่ไหนได้นาน เพราะสิ่งนี้มันจะเป็นตัวบ่งบอก ว่าถ้าเราเข้าไปทำงานกับเขา ก็คงจะทำไม่ได้นาน

กำลังตกงาน

อันนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ลงไป ควรเขียนไปว่ากำลังศึกษา หรือเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมทำนองนั้นจะดีกว่า

ปัญหาที่ออกจากที่ทำงานเดิม

ปัญหาการทะเลาะ หรือว่าสิ่งที่ไม่ดีที่เจอกับที่ทำงานเดิม ก็ไม่ควรจะใส่ลงไปด้วย

อวดอ้างเกินจริง

ว่าตนมีความสามารถมากมาย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง แบบนี้ถือว่าห้ามเขียนลงไปเลย

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว คนที่กำลังอยากจะเขียน Resume ใหม่ หรือว่าอยากจะเปลี่ยนให้มันดีขึ้นกว่าเดิม วิธีการที่แนะนำไปข้างต้น ถือว่าเป็นตัวช่วย และทำให้เราสามารถที่จะพิชิตใจเจ้าหน้าที่ HR ได้อย่างดี เป็นการเพิ่มโอกาสที่เราจะได้เข้าทำงานกับองค์กรนั้นๆ มากขึ้นด้วย

สมัครงาน ปตท ต้องทราบอะไรบ้าง

อันนี้สำหรับใครที่สนใจในเรื่องของสมัครงาน ปตท แน่นอนว่าในตอนนี้หลายคนคงพยายามหาวิธีพยายามหาตัวช่วยที่จะทำให้เรานั้นสามารถที่จะสมัครเข้าสู่องค์กรบริษัทนี้ได้ แต่ถ้าหากว่าจะพูดถึงประเด็นของความน่าสนใจนั้นบอกได้เลยว่าไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นแต่อยู่ตรงที่ว่าเราสามารถที่จะจัดการหรือเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองได้อย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นมาดูกันว่ามีอะไรหรือมีเรื่องไหนที่เราจำเป็นจะต้องรู้เอาไว้ ดังนี้

สมัครงาน ปตท

1.คุณสมบัติทั่วไป

สำหรับสิ่งแรกที่ควรจะต้องรู้ถ้าหากว่าสนใจในเรื่องของการสมัครงาน ปตท บอกได้เลยว่าคุณสมบัติเข้าไปเป็นส่วนแรกที่ทางองค์กรจะใช้สำหรับการพิจารณาอย่างชัดเจน โดยคุณสมบัติส่วนใหญ่ก็จะมีการกำหนดอย่างชัดเจนในเรื่องของสัญชาติ อายุ และจะมีการบอกจากของเพลงว่าถ้าหากจะเข้ามาเป็นพนักงานของทางบริษัทจะต้องสามารถทำงานให้กับบริษัทได้เป็นเวลานานแล้วถ้าหากว่าใครที่มีภาระหรือมีเรื่องที่จะต้องจัดการอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับครอบครัวหรือเรื่องส่วนตัวอาจจะต้องมีการพิจารณาให้ดี

2.คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

ทั้งนี้นอกจากเรื่องสำคัญที่จะพูดถึงก็คงจะมีเรื่องของคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งสำหรับการสมัครงาน ปตท อาจจะไม่ค่อยได้ใส่ใจในเรื่องนี้สักเท่าไหร่แต่บอกเลยว่าคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดที่ชัดเจนว่าตัวผู้สมัครเองนั้นมีความพร้อมหรือมีความสามารถเพียงพอหรือไม่ในการที่จะมาเป็นพนักงานในตำแหน่งเหล่านั้น ครั้งนี้จะเน้นในเรื่องของความรู้ความสามารถ และที่สำคัญเรื่องของประสบการณ์เองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ โดยถ้าหากว่ามีประสบการณ์ในด้านนี้มาอยู่แล้วเพราะอาจจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษเพราะเป็นตัวช่วยในการยืนยันว่าสามารถที่จะทำงานได้จริง

3.ผลประโยชน์ตอบแทน

ทั้งนี้เราอาจจะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่ทางบริษัทและได้มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเราจะต้องมีความพร้อมด้านใดบ้าง แต่สำหรับตัวเราถ้าหากเลือกที่จะสมัครงาน ปตท สิ่งสำคัญที่ควรจะต้องรู้อะไรก็ควรที่จะต้องเข้าใจก่อนว่าผลประโยชน์ตอบแทนที่เราจะได้รับจากการทำงานนั้นจะมีจำนวนหรือมีปริมาณเท่าไรคุ้มค่าหรือเหมาะสมกับเรามากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากดูแล้วว่าไม่บอกเราก็สามารถที่จะลองดูในส่วนของตำแหน่งอื่นๆแทนก็ได้

ดังนั้นแล้วนี่ก็เป็นการเตรียมความพร้อมและช่วยให้เราได้ทำความเข้าใจกับตัวเองก่อนที่จะทำการสมัครงาน ปตท ถึงแม้จะบอกว่าภายในบริษัทนั้นจะมีสวัสดิการที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่เราจะต้องรู้คือก่อนที่เราจะได้เข้าไปเป็นพนักงานและสวัสดิการที่เราจะได้รับนั้นก็อาจจะต้องผ่านการคัดเลือกที่เหมาะสมด้วยดังนั้นจึงควรที่จะต้องทำโปรไฟล์ของตัวเองให้เหมาะสม