คนรุ่นใหม่อย่าเพิ่งเมินหน้ากับงานราชการ หากรู้ว่าได้สวัสดิการอะไรบ้างต้องร้องว้าว

คนรุ่นใหม่อาจมองว่างานราชการนั้นไม่คลู ไม่ชิล ไม่ตอบโจทย์ชีวิต แต่อยากให้พิจารณาให้ดี ว่าการสมัครงานราชการนั้น คุณได้ทำเพื่อประเทศชาติ ได้ทำงานเพื่อสังคม และยังได้รับสวัสดิการที่ให้ความมั่นคงในการดำรงชีวิต อีกมากมาย หากคุณรู้แล้วอาจเปลี่ยนใจมาสมัครงานราชการกับมากขึ้นก็ได้ เรามาดู กันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1) ลาได้ด้วยเหตุที่หลากหลาย  ในแบบที่คนทำงานเอกชนไม่สามารถทำได้ เช่น ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน  ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ  ลาติดตามคู่สมรส  ลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ

งานราชการ

2) ค่ารักษาพยาบาล ครอบคลุมทั้งบ้าน  ทั้ง ตัวเอง พ่อแม่  คู่สมรส และบุตรซึ่งเบิกได้ถึงบรรลุนิติภาวะ

3) มีเงินสวัสดิการช่วยเหลือการศึกษาของบุตรสําหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคนที่ 1 ถึง คนที่ 3 ตามลําดับก่อนหลัง และอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์

4) ได้รับเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ เช่น ชายแดน หรือ พื้นที่ทุระกันดาร

5) มีโครงการสวัสดิการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของข้าราชการ  เพื่อช่วยเหลือข้าราชการและลูกจ้างประจําให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ทั้งนี้ยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำได้อีกด้วย

6) ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และแสดงให้เห็นถึงความมานะและตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นเกียรติแก่ตนเองและวงตระกูล

สมัครงาน งานราชการ

7) ได้รับเงินในรูปแบบของ บำเหน็จความชอบ และ บำเหน็จบำนาญ ประโยชน์เกื้อกูล

8) มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการให้  เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร  เดินทางไปราชการชั่วคราว เดินทางไปราชการประจำ  เดินทางกลับภูมิลำเนา  ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ  เดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว  เดินทางไปราชการประจำในต่างประเทศ

9) ได้รับการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้มีเหตุจำเป็นในการเช่าบ้าน

10) ได้เงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการโดยนอกเวลาราชการในวันทำการเบิกได้  ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ๆ ละ 50 บาท   ในวันหยุดราชการเบิกได้  ไม่เกิน 7 ชั่วโมง ๆ ละ 60 บาท

11) มีรถประจำตำแหน่ง  สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งบังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้ช่วยหัวหน้าส่วนราชการ  รองหัวหน้าส่วนราชการ  หัวหน้าส่วนราชการขึ้นไป  ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการระดับกระทรวง  เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง  และข้าราชการประจำในต่างประเทศ  เป็นต้น

12) มีโทรศัพท์ของทางราชการที่อนุมัติให้ใช้เป็นรายบุคคล  ทั้งโทรศัพท์พื้นฐานประจำบ้านพักและโทรศัพท์เคลื่อนที่

หากผู้สมัครงาน www.jobtopgun.com ท่านใดที่มีใจรักในการทำเพื่อผู้อื่น พร้อมที่จะเสียสละทำงานซึ่งอาจได้ค่าตอบแทนไม่มากเท่าเอกชน สนใจที่จะทำงานราชการก็ขอให้อุ่นใจและสบายใจได้ว่าท่านจะได้รับสวัสดิการที่ดีเป็นผลตอบแทนความเสียสละนั้น   ยิ่งคนรุ่นใหม่ด้วยแล้วความสามารถและทักษะของคุณจะสามารถช่วยให้งานราชการและการบริการประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้นอยากให้ลองพิจารณาอาชีพรับราชการเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจไว้ด้วย

Please follow and like us:

วางแผนหางานอาชีพอิสระ ใช้ดีเพื่อชีวิตอิสระตามที่คุณหวัง

หลายคนที่ได้ยินได้ฟังคำปลุกใจที่ให้คุณก้าวออกจากความคุ้นชินเดิมๆ อย่าง อาชีพอิสระ เพื่อ อิสระทางการเงิน และชีวิตอิสระ  คนที่ได้ยินได้ฟังก็มักนึกถึง การที่ชีวิตดีขึ้น สถานนะการเงินดีขึ้น แต่ไม่ใช้ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จกับการหางานอาชีพอิสระ เช่น งานขาย การตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพอิสระ ควรพิจารณาอย่างรอบครอบ  หากกำลังมองหาอาชีพอิสระขอให้คุณพิจารณาดังต่อไปนี้

  1. ถ้าใครยังทำงานประจำอยู่ควรทำควบคู่ไปกับงานประจำก่อนอย่าเพิ่งลาออกมาทำเต็มตัวควรศึกษาข้อมูลและทดลองทำดูก่อน และก่อนที่จะลาออกมาทำเต็มตัวจงมั่นใจว่าคุณมีเงินใช้ต่อจากนี้อีก 6 เดือนอย่างที่จะไม่ลำบาก
  2. ถามตัวเองว่าชอบอะไรบ้าง เช่น ชอบอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยว ชอบต้นไม้ ชอบคุยกับผู้คน ชอบทำอาหาร ชอบเล่นกีฬา เรียงลำดับความชอบทั้งหมดว่าเราชอบอะไร มุ่งไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบว่าสามารถสร้างรายได้ได้อย่างไร
  3. วางแผนในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนั้นๆในด้านต่างๆ เช่น ขั้นตอนในการเริ่มต้น เงินลงทุน การบริหารงานในด้านการตลาด การผลิต การขาย การบริหารเงิน ศึกษาประสบการณ์ของผู้ที่ทำอาชีพนี้แล้วประสบความสำเร็จและเรียนรู้จากคนที่เคยทำอาชีพนี้และล้มเหลวมาก่อน การตัดสินใจเลือกอาชีพที่เราชอบ อย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ ความอิสระที่คุณกำลังตามหา แต่ขอให้ดูให้เหมาะสมกับเงื่อนไขที่เราต้องการ และมีความเป็นไปได้มากที่สุด
  4. คุณวางขอบเขตของคำว่า “อิสระ”ไว้ในระดับใด หากคำว่าอิสระคือไม่ต้องทำงานเช้าถึงเย็นเข้างานตามเวลา ทำสัปดาห์ละ 5-6 วัน คุณก็คงไม่ได้มองหางานประจำที่ทำในออฟฟิตแน่นอน น่าจะเป็นงานที่คุณสามารถบริหารจัดการเวลาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่กระทบกับคนอื่น หากมองว่าการทำงานอิสระของคุณคือการลงทุนในธุรกิจของตัวเอง เพื่อให้เงินทำงานเพื่อจะได้มีอิสระทางการเงิน คุณก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าคุณมีต้นทุนพอที่จะลงทุนหรือไม่
  5. เมื่อเลือกอาชีพที่คุณคิดว่าจะนำคุณไปสู่ความอิสระ อาจจะทั้งเรื่องรายได้ เวลา การใช้ชีวิต ได้แล้ว จะเข้าสู่การวางแผนการเริ่มต้นทำอาชีพหรือธุรกิจ เป็นการลงรายละเอียดว่า ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไหร่ อย่างไร ต้องศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องใช้งบประมาณเท่าไร่ หาจากแหล่งใด รวมไปถึงการคำนวณระยะคืนทุน ทั้งนี่ควรจะมีแผนสำรองรองรับกรณีที่แผนงานหลักไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

find-job

คนที่ต้องการหาอาชีพอิสระหรือ ฟรีแลนซ์ ต้องการออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ต้องวางแผนมากกว่าการหางานทั่วไปเพราะคุณกำลังจะเป็นผู้จัดการงานนั้นด้วยตัวเอง และต้องมีวินัยในการจัดการตัวเองด้วย ก่อนที่จะหางานอาชีพอิสระ จงวางแผนให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นชีวิตอิสระที่คุณใฝ่หาอาจเป็นกับดักที่ขังคุณเองก็เป็นได้    คิดไตร่ตรองให้ดี ปรึกษาผู้มีความรู้ หรือประสบการณ์ รวมถึงสำรวจภาระที่คุณต้องรับผิดชอบก่อนตัดสินใจ

Please follow and like us:

Content Creator เขาทำอะไร อยากสมัครงานตำแหน่งนี้ต้องมีคุณสมบัติอะไร?

ในยุคที่การตลาดเปลี่ยนโฉมไปไม่เน้นการขายที่ประโคมบอกลูกค้าว่าของดีอย่างไร ทำไมลูกค้าต้องซื้อ ของเราดีกว่าคู่แข็งยังไง จึงเกิดการตลาดที่เรียกว่า Content Marketing ขึ้นคือการนำเสนอ Content หรือเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ที่เกี่ยวพันธ์กับสินค้าและบริการเพื่อนำเสนอให้กลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และคนที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์เนื้อหา (Content) เหล่านี้ก็คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง Content Creator นั่นเอง อาชีพหรือตำแหน่งนี้ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่หรือแม้แต่คนทำงานอยู่แล้วมากขึ้น เราอยากให้คนหางานรู้จักกับบทบาทและคุณสมบัติของ Content Creator มากยิ่งขึ้นเพราะนี่อาจเป็นงาที่คนหางานหลายคนสนใจก็เป็นได้ การหางานในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องจบตรงสายที่เรียนมานี่อาจเป็นหนึ่งโอกาสการได้งานของคุณก็เป็นได้ มารู้จัก Content Creator กันเถอะ

คุณสมบัติทั่วไปของคนที่จะมาเป็น Content Creator งานโฆษณา ผู้ว่าจ้างบางคนอาจกำหนดว่าต้องมีประสบการณ์ในงานเขียนมาอย่างน้อย 1ปี และต้องมีผลงานด้านการเขียนบทความหรือเนื้อหามาพอสมควร แต่ก็มีหลายแห่งเปิดโอกาสให้คนที่สนใจส่งงานเขียนเข้าไปให้พิจารณาโดยไม่ต้องมีประสบการณ์ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์  ขอให้มีความสามารถด้านงานเขียนบทความ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ผู้ว่าจ้างตองการ เข้าใจในรูปแบบการเขียนบทความส่งเสริมการทำ SEO  ซึ่งเป็นการนำเสนอบทความบนเว็บเพจและ Social media ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของว่าจ้าง เข้าในในเรื่อง Target Customer และ Customer Centric Content

Content Creator ที่ดีต้องสนใจข่าวสาร ทั้งสาระ บันเทิง ความรู้รอบตัว สถานการณ์โลก สามารถจับกระแสปัจจุบัน และ โหนกระแสได้  ต้องชอบท่องโลกอินเตอร์เน็ต และควรมีความสามารถในการเขียนบทความได้หลากหลายหมวดหมู่ และสื่อสารออกมาได้หลากหลายอารมณ์ เช่น บทความภาษาทางการ บทความที่อ่านสนุก บทความที่โน้มน้าวนำพาอารมณ์ให้ผู้อ่านมีความรู้สึกร่วม   อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ควรมีเป็นอย่างมากคือ สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองกับสิ่งใหม่ๆได้เสมอ เป็นคนกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา  รับแรงกดดันได้ดี ทำงานทันตามกำหนดเวลาที่มอบหมายได้   หากมีความสามารถแปลบทความภาษาอังกฤษจะขยายขอบเขตของงานได้มากขึ้นเพราะสามารถนำข้อมูลภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการสร้าง Content ที่น่าสนใจได้  แม้ว่างานนี้คุณสามารถทำที่บ้านไม่ต้องเข้าออฟฟิตแต่ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เพราะต้องสื่อสารกับผู้ว่าจ้าง และทีม Content Creator คนอื่นๆ

หลายคนที่จบมาด้านภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ มักทำงานนี้ได้ดีเพราะเรียนมาโดยตรงแต่จริงๆแล้วงานนี้ไม่ได้จำกัดวุฒิการศึกษา บางคนที่ทำงานตามสายวิชาชีพต่างๆก็สามารถเป็น Content Creator ที่สร้างเนื้อหาตามความถนัด เช่น นักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ ที่เขียนบทความการเงิน คุณหมอที่เขียนบทความด้านสุขภาพ ในด้านของค่าตอบแทนอาจเป็นชิ้นงานหรือบางครั้งจ้างเป็นเงินเดือน ซึ่งเงินเดือนอาจเริ่มต้นราว 18,000-20,000 บาทแต่บางคนสามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือนได้เลยทีเดียว

Please follow and like us:

5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 1]

ในปัจจุบันการ หางาน มีหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า หลายๆคนมีการยื่นใบสมัครเอาไว้หลายๆที่ แต่ก็ยังไม่ได้รับเรียกสักที ซึ่งการยื่นใบสมัครไปหลายๆที่ มันยังไม่ได้ผลเท่ากับว่า เรายื่นใบสมัครไปแล้วทางฝ่ายบุคคลได้เห็นประวัติของเราหรอก

นั่นหมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่าในบางครั้ง ใบสมัครของคุณอาจจะไปไม่ถึงฝ่ายบุคคลก็เป็นได้ เพราะในบริษัทใหญ่ๆมักจะมีการให้เราสมัครออนไลน์ไว้ในเว็บไซต์นั่นหมายความว่า เราต้องรอให้ฝ่ายบุคคลเข้ามาหาประวัติก่อนหางาน

ถึงจะมีโอกาส แต่ถ้าฝ่ายบุคคลไม่เข้ามา ใบสมัครของเราก็กองอยู่ตรงนั้นและในแต่ละวันก็มีคนมาสมัครงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงเวลาที่เขาจะหาใบสมัครเราเจอ ก็อาจเป็นเวลาที่เราได้งานไปแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ในวันนี้ เราก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบันมาฝากกัน เชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มาก็น้อยนะครับ

วิธีการแรก เลยก็คือ การฝากประวัติไว้ในเว็บไซต์สมัครงานทั่วไป อย่างเช่น jobtopgun เป็นต้น  แน่นอนว่าเป็นวิธีสุดคลาสสิกและยังได้รับผลดีในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางที่ฝ่ายบุคคลเอาไว้ค้นหามากที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้คุณจำเป็นจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัด โดยเฉพาะที่อยู่ปัจจุบัน

เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว ฝ่ายบุคคลมักจะค้นหาจากที่อยู่เป็นองค์ประกอบสำคัญนั่นเอง แน่นอนว่าวิธีการนี้ฟรี เราควรจะให้เวลามันสักหน่อยเพื่อให้ได้ข้อมูลของเราที่ครบครันมากที่สุด สำหรับวิธีการที่สองเลยก็คือ หน้าเว็บไซต์หรือหน้าแฟนเพจของบริษัท ในปัจจุบันหลายๆบริษัท ใช้ Facebook กันมากขึ้น

เพราะฉะนั้นแล้ว ก็มักจะมีประกาศรับสมัครงานไว้ที่หน้าแฟนเพจของตนเองไปเลย เมื่อเราเห็นประกาศรับสมัครงาน เราก็สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อส่งใบสมัครงานได้โดยตรงเลย วิธีการนี้ ทำให้เรามั่นใจว่า ตำแหน่งที่เขาโพสต์ลง เป็นตำแหน่งที่ทางบริษัทต้องการคนจริงๆ เมื่อเราส่งใบสมัครเข้าไปแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าถึงฝ่ายบุคคลอย่างแน่นอน

อ่านต่อ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

Please follow and like us:

5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

หางาน

สำหรับวิธีการที่สาม ก็คือ การฝากประวัติตนเองไว้กับเอเจนซี่จัดหางาน ในปัจจุบัน ตัวเราก็เหมือนสินค้าอย่างหนึ่งที่ มีคนสามารถนำไปหาเงินได้เหมือนกัน นั่นก็คือ บริษัทรับจัดหางานเอกชนต่างๆซึ่งมีฐานลูกค้าของเขาเองอยู่แล้ว

หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ส่วนมากมักจะเป็นตลาดแรงงานกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น แต่สำหรับผู้มีประสบการณ์จะมีตำแหน่งมากมายรองรับ เนื่องจาก บางบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก เขาไม่มีฝ่ายบุคคลในส่วนการสรรหาพนันงานหรอก และอาจจะไม่มีการลงประกาศรับสมัครงานด้วยซ้ำ เพราะเขาใช้เอเจนซี่จัดหางานให้

การใช้เอเจนซี่ดีกับบริษัทด้วย เอเจนซี่จะมีการกรองผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติตรงและสัมภาษณ์เบื้องต้นด้วย สำหรับตัวเราแล้ว การฝากประวัติไว้กับเอเจนซี่ นอกจากจะฟรีแล้ว ยังจะได้รับคำแนะนำจากเอเจนซี่ในการสมัครงานอีกมากมายด้วย ทำไมเอเจนซี่ถึงใจดีแบบนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า หากทำให้คุณได้งานได้ พวกเขาก็ได้รับเงินค่าจ้างนั่นเอง  ถือว่าวินวินกันทั้งสองฝ่าย

วิธีการที่สี่ ก็คือ สำนักงานจัดหางานนั่นเอง การสมัครงานผ่าน สำนักงานจัดหางานหลายๆคนอาจจะมองว่าได้งานจริงหรือ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่แปลกที่หลายคนคิดแบบนั้น เพราะ ระบบการทำงานของสำนักงานจัดหางาน ถือว่า แย่มาก ถ้าเป็นบริษัทเอกชนก็คงจะเจ๊งไปนานแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามนี่คือฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด

ยังมีหลายๆบริษัท ที่เลือกจะไปค้นหาข้อมูลที่จัดหางาน นอกจากนั้นแล้ว เหตุผลที่เราแนะนำจัดหางานก็เพราะว่า หากคุณกำลังตกงานหรือเพิ่งลาออกจากที่เก่า และมีการจ่ายประกันสังคม คุณสามารถเช็คสิทธิ์ได้ว่า คุณจะได้รับเงินว่างงานหรือเปล่า เพราะส่วนหนึ่งของประกันสังคมที่เราจ่ายมีเรื่องของการว่างงานอยู่ด้วย

ในเมื่อยังไงคุณก็ต้องติดต่อหน่วยงานราชการนี้อยู่แล้ว ก็ไม่เสียหายที่จะไปลงว่างงาน หรือดูตำแหน่งงานที่อัพเดตของสำนักงานจัดหางาน ไม่แน่ว่าหากคุณโชคดี อาจจะหางาน ได้จากสำนักงานจัดหางานก็ได้เหมือนกัน

www.jobtopgun.com

สำหรับวิธีการที่ห้านั้น ก็คือ สมัครงานที่ ตลาดแรงงาน ในแต่ละปี จะมีมหกรรมจัดหางานขึ้นเยอะมาก ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยส่วนตัวแล้วเราแนะนำ ของเอกชน รวมไปถึงการจัดตามมหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะ ตลาดแรงงานภาครัฐส่วนใหญ่แล้ว มักจะต้องการผู้สมัครในระดับแรงงานมากกว่า แต่ก็ลองไปดูได้เหมือนกัน อย่างที่บอกเมื่อข้อที่แล้วว่า

ถ้าคุณโชคดีอาจจะได้งานจากสำนักจัดหางานได้เหมือนกัน ถ้าเป็นตลาดแรงงานที่จัดโดยมหาวิทยาลัยหรือเอกชน จะมีบริษัทค่อนข้างหลากหลายให้เราเลือก เราก็สามารถหย่อนใบสมัครไว้ได้ตามที่อยากหย่อนเลย หากบริษัทเหล่านั้นต้องการคนจริง ถึงอย่างไรก็ต้องมีติดต่อเรากลับมาบ้าง

เป็นอย่างไรบ้างครับ ทั้ง 5 ช่องทางในการสมัครงานที่เรานำมาฝากกัน แน่นอนว่า ถ้าให้เราแนะนำคุณควรจะลองทำทั้งห้าข้อเลย เพราะมันก็ไม่ได้เสียเงินหรือมีค่าใช้จ่ายอะไร อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกเสมอว่า โอกาสแรกของคุณก็คือ การสมัครงาน แต่ มันคงจะไม่ดีแน่ถ้าคุณสมัครงาน แล้วพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รวมถึง เมื่อมีโอกาสถูกเรียกไปสัมภาษณ์แล้ว กลับทำได้ไม่ดี จนไม่ได้งาน เพราะคนเราเมื่อมีโอกาสอะไรแล้วจงพยายามทำอย่างเต็มที่ที่สุด

 

Please follow and like us:

ใครกำลังหางานที่ไม่ต้องนั่งเบื่ออยู่ออฟฟิต คลิ๊กเลย

คนหางานบางคนต้องการงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิต แต่ได้ออกไปพบปะผู้คนนอกสถานที่ แม้แต่งานที่สามารถทำที่บ้านได้ ถ้าคนกำลังมีความต้องการหางานอย่างที่ว่ามานี้ ต้องการเข้างานหรือมีความยืดหยุ่นในเรื่องสถานที่ทำงานเรารวบรวมงานที่ไม่ต้องนั่งจ่มอยู่ออฟฟิตมาให้คนหางานลองพิจารณากัน

1. อันดับหนึ่งที่ครอบแชมป์การทำงานนอกออฟฟิตแน่นอนว่าคืองานขาย

หรือที่เราเรียกกันว่า Sale หรือ Sale man นั่นเอง ถึงแม้ว่าในยุคดิจิทัลเราอาจไม่ต้องไปหาลูกค้าเพื่อพบเจอคุยกันแบบ Face-to-Face แต่สามารถคุยผ่าน Online Platform ได้แต่งานสายการขายนี้ก็มักจะไม่ต้องอยู่ออฟฟิตเพราะต้องไปสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้านอกสถานที่ ต้องออกไปพบเจอลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ใครที่มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถที่จะโน้มน้าวใจคนได้ คุณเหมาะกับงานนี้ไม่น้อยเลย

2. นักแปลภาษาและงานล่าม

คุณไม่จำเป็นต้องประจำที่ออฟฟิต เพราะสามารถทำงานแปลและจัดส่งให้ทางองค์กรได้ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เนต ในกรณีที่ต้องเข้าไปออฟฟิตนั้นก็เพียงครั้งคราวเช่นไปเป็นล่ามในที่ประชุม คนที่มีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาที่สามอื่นๆนั้นมีโอกาสได้พบปะผู้คนหลากหลาย ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศและต่างประเทศ อาชีพนี้ไม่จำเป็นที่ต้องจบภาษาศาสตร์ก็สามารถทำได้แต่คุณควรมีประกาศนียบัตรรับรองความสามารถด้านภาษาติดตัวไว้จะดีมาก

3. งานนักเขียนบทความ

ที่เขียนบทความที่เน้นทำการตลาดออนไลน์ คุณคือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ ที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้าสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงมีอินเตอร์เนต และมีความรับผิดชอบทำงานตรงเวลา จะเขียนงานในร้านกาแฟ ริมชายหาด บนเขาก็ทำได้สบายๆ

4. กราฟิกดีไซน์

ให้คิดภาพตามถึงพี่ซันนี่ ใน Freelance นั่นเลนชีวิตกราฟิกดีไซน์ คุณมีหน้าที่การเปลี่ยนจินตนาการให้ออกมาเป็นชิ้นงาน ความต้องการของลูกค้าที่พูดมาล้านแปดจะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ด้วยฝีมือของคุณ การสร้างผลงานที่โดนใจลูกค้าต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์สายงานนี้จึงมักไม่ค่อยทำงานอยู่ในบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้มีความคิดสร้างสรรค์อย่างออฟฟิตที่อาจจะมีกฎระเบียบ ยิ่งในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าแบบนี้คุณยิ่งสามารถทำงานและจัดส่งให้เจ้านายและลูกค้าได้แบบไม่ต้องเอาตัวเข้าไปในออฟฟิต

5. ออแกไนเซอร์จัดงานอีเว้นท์

หลายองค์กรเน้นการทำกิจกรรมเพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ งานเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ผ่านการจัดงานอีเว้นท์ด้วยฝีมือของเหล่าออแกไนเซอร์ คุณจะมีบทบาทในการวางแผนสร้างสรรค์กิจกรรม งานเตรียมการ วางแผนงบประมาณ การสร้างกิมมิคของงาน จัดการสถานที่ และดูแลความเรียบร้อยของกิจกรรมทั้งหมด ถ้าคุณคือนักจัดปาร์ตี้ที่เพื่อนๆยกนิ้วให้งานนี้ก็น่าจะเหมาะกับคุณ

Please follow and like us:

ก่อนจะเป็นบัณฑิตป้ายแดง คุณสร้างทุนทางสังคมตุนไว้แล้วรึยัง

หางานเมื่อเรียนจบ อาจช้าเกินไปก็ได้นะ คุณควรที่จะหาลู่ทางในการหางานตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ โดยสะสมทุนทางสังคมจะทำให้คุณหางานได้ง่ายขึ้น

มาดูกันสิว่านักศึกษาทั้งหลายก่อนจบไปเป็นบัณฑิตป้ายแดงคุณควรต้องมีทุนทางสังคมอะไรบ้าง

อย่าปล่อยให้การฝึกงานเป็นแค่การฝึกฝีมือชงกาแฟ และรู้จักแค่เครื่องถ่ายเอกสาร

              การฝึกงานคือมีโอกาสแสดงฝีมือให้รุ่นพี่มืออาชีพได้สัมผัสตัวตน ความรู้ นิสัย ใจคอ ของนักศึกษา การเลือกสถานที่ฝึกงานนั้นสำคัญมาก หลายองค์กรที่เปิดโอกาสให้เด็กฝึกงานได้ทำอะไรมากมาย

บางแห่งให้ทุนในการทำโปรเจคบางอย่าง บางแห่งให้เด็กฝึกงานเข้าร่วมทีมทำงานจริงๆ  หาองค์กรเหล่านั้นให้พบและพุ่งตรงไปเลย ถ้ารู้ก่อนจะดีมากเพราะคุณจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ตรงตามคุณสมบัติของเด็กฝึกงานที่องค์กรเหล่านั้นต้องการ

เมื่อได้เข้าไปแล้ว แสดงให้เขาเห็นว่าคุณมีความคิดสร้างสรรค์  ขยัน อดทน มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไงบ้าง

มีพี่ๆหลายคนที่เฝ้าดูอยู่และพร้อมให้คำแนะนำ แน่นอนว่าองค์กรก็ได้ประโยชน์จากการได้ทดลองงานจริง และนักศึกษาก็ได้ประโยชน์เช่นกันงานนี้ win-win ทั้งสองฝ่าย

นอกจากนั้นการสร้างความประทับใจให้กับพี่ๆที่ร่วมเป็นพี่เลี้ยงรวมถึงนายจ้างนั้นจะทำให้คุณเป็นที่หมายตามากขึ้น คุณอาจจะข้ามขั้นคำว่าหางาน ไปสู่การได้งานเลยก็ได้

Network ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

สายสัมพันธ์ มีความสำคัญมาก จงการสร้างและสะสม รุ่นพี่ในคณะของคุณเมื่อจบแล้วไปทำงานในองค์กรถ้าคุณรู้จักรุ่นพี่ทำกิจกรรมร่วมกันมาก เคยไปช่วยงานในองค์กรของรุ่นพี่ หรือไปฝึกงานในองค์กรที่มีรุ่นพี่โอกาสจะดึงกันไปทำงานก็ง่ายขึ้น

เราไม่ได้บอกให้คุณเล่นพรรคเล่นพวก แต่กำลังบอกว่าจงใช้โอกาสที่ดีนี้แสดงฝีมือ งานบางอย่างต้องการความไว้วางใจ การเลือกคนที่เคยๆคนที่เห็นฝีมือกันมาก่อนย่อมดีกับองค์การมากกว่าการรับสมัครจากคนหางานที่เป็นคนนอกที่ไม่เคยเห็นฝีมือกันมาก่อน

นอกจากนั้นแล้วเวลาไปฝึกงาน คุณจะได้สร้างสายสัมพันธ์ทั้งกับคนในองค์กรและหาโชคดีได้พบเจอคนนอกองค์กร ก็อย่าได้ทิ้งโอกาสดีๆเหล่านี้ในการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี  เพราะนี่เป็นโอกาสในการได้พบเจอมืออาชีพในวงการ

รู้กาลเทศะให้ผู้ใหญ่เอ็นดู

สังคมไทยชอบเด็กที่อ่อนน้อม หากคุณมีบุคลิกที่อ่อนน้อมผู้ใหญ่จะเอ็นดู ในที่นี้ไม่ใช่การทำตัวประจบหรือแปลความไปในทางร้าย แต่กำลังบอกว่ากาลเทศะเป็นสิ่งสำคัญ

จงเป็นผู้ที่รักการเรียนรู้ และเป็นผู้ที่มีจิตใจอาสา ผู้ใหญ่ไม่ว่าอาจารย์ นายจ้าง เมื่อเห็นเด็กที่ตั้งใจทำดี มีสัมมาคารวะ ย่อมที่จะให้การสนับสนุน โอกาสในการอยากได้มาร่วมงาน หรือ แนะนำงานดีๆให้ย่อมมีมากเช่นกัน

Please follow and like us:

คุณยังพลาดการได้งาน เพราะพลาดซ้ำๆกับเรื่องเหล่านี้รึเปล่านะ

หากคุณหางานมาพักใหญ่แต่ยังไม่ได้งาน การดันทุรังหางานต่อไปโดยไม่หยุดคิดใคร่ครวญ ดูจะเป็นทางหนึ่งที่ยิ่งทำให้พลังในตัวคุณหมดลงจริงไหม ? ถ้าหยุดพักและมองหาข้อผิดพลาด แก้ไขก่อนที่จะหางานต่อไปแบบนี้น่าจะได้พักทั้งกายและใจ

หากคุณกำลังคิดจะพักและมองหาข้อผิดพลาดที่ได้ทำลงไปในขณะที่หางาน เราได้สรุปเอาข้อผิดพลาดที่คนหางานหลายคนได้ทำผิดพลาดซ้ำๆมาให้คุณลองคิดดูว่าตรงกับสิ่งที่คุณทำหรือไม่ และแน่นอนจะแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้อย่างไร เรามีคำตอบมาให้ ไปดูกันเถอะ

1. รู้สึกประหม่าทุกครั้ง

แม้ได้ศึกษา วิธีการหางานและวิธีการเขียน resume มาเป็นอย่างดีแล้ว แต่เมื่อไปถึงขั้นตอนการสมัครและสัมภาษณ์งานก็ยังคงประหม่า

ทางแก้ไข  คือ ซ้อม ซ้อม และซ้อมจนมีความเป็นธรรมชาติ แสดงบทบาทสมมุติกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวให้เขาเป็นกรรมการสัมภาษณ์ และคุณซ้อมตอบคำถามโดยการพูดออกมาจริงๆ ให้มีการให้คะแนนกันจริงๆว่าจะให้ผ่านการสัมภาษณ์หรือไม่ และสอบถามความคิดเห้นของผู้ร่วมแสดงบทบาทสมมุติว่าคุณตอบคำถามดีหรือไม่

2. มีทัศนคติในแง่ลบเกี่ยวกับการหางาน

บางคนนั้นรู้แค่ว่าต้องไปสมัครงานไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องได้งานเมื่อ Passion ของคุณไม่มากพอก็ไม่แปลกที่จะพลาดงาน เช่น หลายคนไม่เห็นข้อดีของตนเองเลย ไม่เห็นความโดเด่นของตนเอง นำเสนอตัวเองไม่เป็น และค่อยภูมิใจในตัวเอง ใจฝ่อตั้งแต่ออกจากบ้านเพื่อไปสัมภาษณ์งาน และคิดตอกย้ำตัวเองว่าคงไม่ได้งาน

ทางแก้ไข  คิดบวกไว้ให้มาก พิจารณาหาข้อดีของตนเอง ฝึกการนำเสนอตัวเอง คนเราต้องมีข้อดี และ การหาข้อดีที่ส่งเสริมกับการทำงานในตำแหน่งงานมานำเสนอได้นั้นจะดีมาก

3. ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการหางานแบบไหน

หลายคนส่งใบสมัครไปเรื่อยๆ  เพราะคิดแค่ว่าควรหางานก็หางานไม่พิจารณาคุณสมบัติที่ผู้ว่าจ้างต้องการว่าตรงกับตนเองหรือไม่ และสนใจในการทำงานร่วมกับองค์กรนั้นๆหรือไม่

ทางแก้ไข  จงหางานแบบมีโฟกัส คือ พิจารณาความต้องการของคุณเอง พิจารณาความสามารถ เลือกองค์กรที่สนใจและความสามารถของคุณถึงในตำแหน่งที่เปิดรับ หากยังไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวต้องฝึกตัวเองให้พร้อมในระดับหนึ่งก่อนไปสมัครงาน

4. ประมาทกับการเขียน resume

Resume เป็นสิ่งแรกที่ทำให้คุณได้ทำความรู้จักกับฝ่าย HR หรือ นายจ้าง แต่คุณไม่เขียนออกมาในลักษณะการนำเสนอตัวเอง ไม่กล่าวถึงคุณสมบัติที่น่าสนใจของคุณ

ทางแก้ไข ศึกษาเทคนิคการเขียน resume จากหลายๆเหล่าหลากหลายตัวอย่างเลือกวิธีการและเทคนิคดีๆจากหลายๆที่มาใช้ ร่าง resume และส่งให้เพื่อน หรือ คนที่มีความรู้ช่วยตรวจทานและให้คำแนะนำ

5. ไม่ศึกษาองค์กรที่สมัครงาน

หลายคนที่สมัครงานโดยไม่ศึกษาข้อมูลขององค์กร เมื่อถูกถามเกี่ยวกับองค์กรก็ตอบไม่ได้ แสดงถึงความไม่ใส่ใจ

ทางแก้ ศึกษาข้อมูลสำคัญขององค์กร เช่น ประวัติ รูปแบบกิจการ สินค้าและบริการสำคัญ พันธกิจ วิสัยทัศน์ขององค์กร

Please follow and like us:

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression ต้องเลือกรูปสมัครงานให้ดี

หากคุณกำลังจะไปสมัครงาน เอกสารทุกอย่างครบถ้วน เรซูเม่ก็เขียนออกมาอย่างดี ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างดูโอเค  และพร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว !! ขอให้มองดูรูปที่ใช้สำหรับการสมัครงานสักนิด

รูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่ง เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญมากทีเดียวที่จะทำให้คุณได้งาน หรือ พลาดโอกาสได้งานดีๆ รูปถ่ายแบบไหนกันนะที่ควรนำมาติดในใบสมัครงาน ก่อนอื่นเลยคุณต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพถ่ายจากปัจจัยแวดล้อมดังนี้

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression

1. ตำแหน่งงานที่คุณไปสมัคร

แน่นอนว่า ถ้าคุณไปสมัครในตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ระดับพนักงานปฏิบัติการหัวหน้างาน  ผู้จัดการทุกระดับ สำหรับผู้ชายควรเป็นภาพถ่ายที่สวมเสื้อสีสุภาพและผูกเนคไทสีพื้น คลุมทับด้วยสูท เน้นสูทสีสุภาพเช่นกัน คือ  สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ

สำหรับคุณผู้หญิงนั้นควรสวมเสื้อสีพื้นมีปก จำไว้ว่าอย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดมันสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ   ไม่ควรสวมเครื่องประดับและติดเครื่องประดับที่ชุด ควรสวมสูทพอดี

ในขณะที่ผู้ที่ไปสมัครงานในตำแหย่งที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูงภาพถ่ายในลักษณะที่กล่าวมาอาจไม่สะท้อนตัวตนของคุณสามารถใช้ภาพที่ดูมีอิริยาบถที่ดูสบายๆได้ แต่ต้องไม่กาลเทศะและความเหมาะสม  คุณอาจใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ก็ได้ไม่ผิดอะไร แต่ต้องมองออกมาแล้วไม่ทำลายบุคลิกภาพที่ดี

2. เสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตรวจดูทรงผม

สุภาพบุรุษนั้นควรจัดการกับทรงผมให้มีความเรียบร้อยแม้จะมีการใส่แฟชั่นลงไปในทรงผมแต่ต้องมีขอบเขต ขอให้ออกมาในลุคที่คุณดูดีไม่ดูขรึมมากเกินไปจนดูผิดธรรมชาติ และอย่าลืมโกนหนวด โกนเคราให้เรียบร้อยด้วย

job-apply-photo

คุณผู้หญิงต้องขอเลยว่าอย่าถ่ายรูปสมัครงานด้วยทรงผมที่มีสีสันจัดจ้าน  ไฮไลท์ หนักๆ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้คุณดูดีในสายตากรรมการ แต่ก็ไม่ใช่จะต้องมาในลุคผมดำสนิทตัดผมตรงหรือรวบตึงเสมอไป ขอให้ออกมาแล้วเสริมบุคลิกให้คุณดูน่ามองจะดีกว่า  และในบางตำแหน่งงานที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงให้คุณต้องถ่ายภาพเกล้าผม ก็จงหลีกเลี่ยงจะดีกว่าเพราะมันดุขาดความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว และอย่าลืม ห้ามคาดผมหรือติดเครื่องประดับที่ผมโดยเด็ดขาด

3.อย่าได้ลืมใส่ใจกับผิวหน้า

คุณผู้ชายหลายคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้แต่ขอให้ใส่ใจเถอะเพราะการจะปล่อยหน้าที่มีสิว ผิวหยาบกร้านไปให้กรรมการเห็นคุณจากภาพแรกก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจจริงไหม อย่างน้อยควรให้ช่างภาพจัดการกับข้อบกพร่องเหล่านี้ของคุณสักหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่น่าห่วงในเรื่องนี้ ขอแค่อย่ามากไปแค่นั้นพอ และโทนการแต่งหน้าที่ไม่ควรเลยในการถ่ายภาพสมัครงานคือ ลุคหลากสีเป็นนกแก้ว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากแดง เพราะมันดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ โทนสีสุภาพเช่นสีน้ำตาลส้ม หรือ น้ำตาลชมพูทำให้คุณดูดีกว่ามาก

สุดท้ายจำไว้ว่าอย่าเอารูปชุดนักศึกษาไปสมัครงาน รูปชุดครุยก็จงเก็บไว้ภูมิใจที่บ้าน ส่วนภาพสติ๊กเกอร์หรือภาพถ่ายที่ปริ้นใส่กระดาษธรรมดาไม่ควรเอาใช้เด็ดขาด และควรถ่ายภาพโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงินจะดีที่สุด

Please follow and like us:

งานราชการ กับงานเอกชน ต่างกันอย่างไร

ข้อมูลที่หลากหลายคงทำให้เราๆ สับสนน่าดูค่ะ ว่าระหว่างงานราชการ กับงานเอกชน เราจะเลือกข้างไหนดี แล้วสองงานนี้ต่างกันอย่างไร บ้างก็ว่างานราชการสิดี มั่นคง มีบำเหน็จบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลก็เบิกได้

ส่วนทางด้านคนไม่ชอบงานราชการ ก็บอกว่างานเอกชนสิดี มีโอกาสเปลี่ยนงานเพื่อปรับเพิ่มเงินเดือนได้เร็ว เงินเดือนสตาร์ทก็ได้เยอะกว่าราชการเป็นเท่าตัว และอีกต่างๆนานาจิตตังค่ะ อันนี้ต้องบอกว่าแล้วแต่ความชอบนะคะ  เอาเป็นว่าเรามาดูข้อแตกต่างระหว่างงานราชการกับงานเอกชนดีกว่าค่ะ

งานราชการ

เป็นงานที่มีความมั่นคงจริงค่ะ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดหลายคนจึงดั้นด้นสอบเข้ารับราชการครั้งแล้วครั้งเล่า บางคนพยายามสอบนับสิบครั้งสอบจนกว่าจะผ่านภาคต่างๆ ตามข้อกำหนด เมื่อสอบผ่านได้เข้ารับราชการแล้ว

แม้ว่าในตอนเริ่มต้น เงินเดือนจะน้อยนิด แต่ในการปรับเลื่อนตำแหน่งและเพิ่มเงินเดือนก็มีอยู่มากค่ะ แถมในส่วนของสวัสดิการการรักษาพยาบาล ก็ดึงดูดใจอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจะดูแลตัวเองได้แล้วยังครอบคลุมไปถึงบิดามารดาและบุตรด้วย เจ็บป่วยมาก็เอาใบเสร็จไปเบิกได้

และสิ่งที่ราชการมีให้พนักงานราชการคือ บำเหน็จบำนาญหลังจากเกษียณอายุค่ะ ข้อนี้เป็นสิ่งที่หลายคนคำนึงถึงและให้ความสำคัญมาก เพราะแน่นอนว่าทุกคนรู้ดีว่าพออายุมากขึ้น เราจะทำงานเหมือนสมัยหนุ่มสาวก็คงจะไม้ได้ ดังนั้นการมีเงินก้อนหรือเงินกินยาว อย่างบำเหน็จบำนาญ ก็สบายใจหายห่วงค่ะ

งานบริษัทเอกชน

เป็นงานที่มีความมั่นคงเช่นกันค่ะ ต้องวงเล็บว่า หากเราไม่เลือกงาน  ไม่เปลี่ยนงานบ่อยและเป็นพนักงานที่มีความสามารถ เราก็จะมั่นคงในที่แห่งนั้นค่ะ นอกจากนี้ เอกชนยังมีโอกาสสามารถเปลี่ยนงานได้เรื่อยๆ

แน่นอนค่ะการย้ายที่ทำงานไปสมัครงานบริษัทใหม่ เราสามารถ เรียกเงินเดือนได้เพิ่มอีกหลายสตางค์ และบางคนใช้การเปลี่ยนงานในแต่ละครั้งเพื่อเพิ่มเงินเดือน ซึ่งก็มีข้อเสียนะคะเพราะบางบริษัทจะมองว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนงานบ่อย และหากเรารับคุณเข้าทำงาน คุณจะอยู่กับเรากี่ปี ถูกต้องค่ะ

การเปลี่ยนงานบ่อยก็มีข้อเสียคือ บริษัทจะลดความเชื่อมั่นเรื่องระยะเวลาการทำงานของคุณลง ซึ่งเท่ากับว่าโอกาสในการพิจารณารับคุณเข้าทำงานมีน้อยลงตามไปด้วยค่ะ ทางที่ดีหากจะเปลี่ยนงานก็เอาแต่พอประมาณสองสามปีเปลี่ยนครั้งนึง

ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนทุกปีนะคะ ไม่เช่นนั้นแล้วโดน Black list แน่นอน นอกจากนี้งานเอกชนยังมีสวัสดิการการท่องเที่ยวอีกด้วยค่ะ ซึ่งสิ่งนี้ในส่วนราชการไม่มีเรื่องของการท่องเที่ยวค่ะ

Please follow and like us: