ไปทำงานต่างแดน ดูสักตั้งเพิ่มทักษะให้คุณได้มากโข

โลกที่เปิดกว้างและเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นเปิดโอกาสให้คนหางานสามารถหางานในต่างแดนได้ง่ายขึ้นจึงเป็นหนึ่งในโอกาสที่คนหางานยุคนี้จะมองหางานในต่างแดนเพื่อเพิ่มทักษะ โอกาส และประสบการณ์ให้ตัวเอง  การไปทำงานต่างแดนนั้นให้ประโยชน์มากมาย จากการบอกกล่าวของคนที่เคยไปมาแล้ว สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ชีวิตในต่างแดนทำให้คุณฉลาดขึ้นอัตโนมัติ สมองของคุณจะตื่นตัวและทำงานมากขึ้นเพราะต้องเผชิญกับปัญหา และสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งการที่ต้องใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ เช่นภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆนั้น ช่วยเพิ่มการประสิทธิภาพการทำงานของสมองมากขึ้นด้วย
  2.           คุณจะกลายเป็น Multi-skill worker คือเป็นคนที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างและได้พัฒนาทักษะการทำงานหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เพราะการไปทำงานต่างแดนอาจไม่ได้ทำงานในสิ่งที่คุณจบมาอาจได้ทำงานเป็นจ๊อบเป็นกะซึ่งอาจเป็นงานหลายประเภท
  3. คุณจะเป็นคนที่มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล  โดยเฉพาะกับผู้ที่ไปทำงานในชาติตะวันตก เดิมที่เราอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานแบบคนไทยที่มักจะไม่เด็ดขาดเรื่องการตัดสินใจ หรือ ตัดสินใจโดยไม่ใช้เหตุผลเป็นหลักแต่วัฒนธรรมการทำงานของคนตะวันตกจะต่างไปคุณจะสามารถคัดค้านนายจ้างหรือเจ้านายได้หากมีเหตุผลที่ดีพอ นั่นนำไปสู่การจัดการกับปัญหาที่ดีขึ้นอีกด้วย
  4. แน่นอนว่าคุณจะได้ทักษะการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี การอยู่กับผู้คน การปรับตัว เพราะการไปอยู่ในวัฒนธรรมที่ต่างออกไป เจอคนที่หลากหลายนอกจากคนเจ้าถิ่นยังอาจได้ทำงานกับคนหลากหลายเชื้อชาติ ความต่างเมื่อมาเจอกันต้องมีการปรับตัว คุณจะได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้อย่างเป็นธรรมชาติ และยังจะเพิ่มมุมมองทัศนคติเรื่องการยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้อีกด้วย นำมาซึ่งทัศนคติที่เปิดกว้าง และยืดหยุ่นและยังสามารถเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลายและซับซ้อนได้ดีขึ้น
  5. คุณจะมีคุณสมบัติที่ดีติดตัวมาในเรื่องของความสามารถคิดแก้ปัญหา และแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่า การที่ได้ไปเปิดโลกโดยอยู่ต่างแดน ทำให้เห็นอะไรมากกว่าคนที่อยู่เพียงในประเทศและอยู่กับความคุ้นชิน คุณจะสามารถเชื่อมโยงแนวคิดที่แปลกใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
  6. คุณจะมีโอกาสในการหางานได้มากกว่าผู้สมัครคนอื่นเพราะนายจ้างจะเห็นถึงประสบการณ์ของคุณ ยิ่งถ้าสมัครในบริษัทต่างชาติ หรือ บริษัทอินเตอร์คุณจะเหนือกว่าเพราะเขาจะมองเห็นว่าคุณเป็นคนที่มีความกล้าเป็นประการแรกที่สามารถไปทำงานต่างแดนได้ และยังเห็นถึงทักษะที่คุณมีซึ่งได้จากประสบการณ์ในต่างแดน และเขาจะเบาใจว่าคุณจะทำงานร่วมกับคนที่ต่างวัฒนธรรมได้

หากมีโอกาสสักครั้งในการไปทำงานต่างแดนก็ควรลองดูที่สำคัญคือต้องเข้าไปทำงานอย่างถูกกฎหมายจะปลอดภัยที่สุด หากกำลังมองหางานต่างแดนเตรียมตัวให้พร้อมและลุยเลย

Please follow and like us:

นำเสนอตัวเองให้น่าสนใจ งานที่หวังไว้ไม่ไกลเกินเอื้อม

ผู้สมัครงานที่เป็นคนเก่งที่นำเสนอตัวเองไม่เป็นก็อาจไม่อยู่ในสายตาของกรรมการ  หรือ คุณคือคนที่มีคุณสมบัติดีพร้อมแต่ตกม้าตายตรงที่นำเสนอตัวเองไม่เก่ง เทียบกับผู้สมัครงานอีกคนที่คุณสมบัติด้อยกว่าแต่รู้จักการนำเสนอตัวเองให้น่าสนใจ คุณก็อาจจะพลาดงานดีๆไปให้กับผู้สมัครอีกคนก็เป็นได้ ดังนั้นเทคนิคในการนำเสนอตัวเองหรือการสื่อสารนั้นจึงสำคัญมาก เรื่องนี้ไม่ใช้พรสวรรค์อย่างเดียวแต่เป็นพรแสวงด้วยเช่นกัน หากผู้สมัครงานขยันฝึกฝนคุณก็สามารถนำเสนอตัวเองให้น่าสนใจได้ไม่ยากเลย  เทคนิคดีๆที่ว่านี้มีอะไรบ้างอย่ารอช้ามาดูกันเลย

  1. นำเสนอตัวเองด้วยภาพลักษณ์ การแต่งกายไม่เพียงแต่เรียบร้อยสุภาพหากแต่นำเสนอรสนิยมของคุณออกมาทางการแต่งกายด้วย อย่าเพียงแต่งตัวเรียบชนิดขาดมิติไม่น่ามอง แต่ให้ใส่ลูกเล่นที่น่าสนใจลงไปอย่างลงตัว เช่น ผู้ชายควรใส่เสื้อผ้า เนคไท รองเท้า เข็มขัดที่ดูเข้ากัน หรือแตกต่างอย่างลงดูที่ดูมีรสนิยม อาจแต่งกายสไตน์แคชชวลแต่ให้ดูพอเหมาะ ผู้หญิงอาจมีเครื่องประดับเล็กๆที่สื่อถึงรสนิยม เช่น เข็มกลัด ต่างหูชนิดที่ไม่ห้อยระย้า เป็นต้น
  2. มากกว่าการซักซ้อมคำตอบของคำถามสัมภาษณ์ทั่วไป และอย่าลืมที่จะเตรียมคำพูดที่แสดงออกถึงความคิดอ่านของคุณ การแสดงทัศนคติที่ทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงตัวตนของคุณในด้านบวก เช่น คติในการทำงาน วิธีในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ อาจยกเอาแนวคิดวิธีการของคนดัง หรือผู้รู้ที่มีชื่อเสียงที่คุณชื่นชอบมาประกอบ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์รู้ว่าคุณมีความสนใจในเรื่องอะไรและมีรสนิยมแบบใด แต่อย่าประดิษฐ์คำจนดูไม่เป็นธรรมชาติ
  3. การนำเสนอให้กรรมการรู้จักคุณภายใน 30 วินาที – 1 นาที คือการสื่อสารที่นำไปสู่ความสำเร็จสร้างความประทับใจให้ได้ในเวลาจำกัด วิเคราะห์ข้อดีของคุณและกลั่นออกมาเป็นคำพูดฝึกบ่อยๆหาเทคนิคที่ชวนให้น่าสนใจ
  4. หากต้องนำเสนอต่อหน้ากรรมการควรที่จะฝึกพูดให้กระชับเวลา 3 นาทีคือเวลามากที่สุดที่คนจะรับสาร ควรนำเสนอให้ตรงประเด็นและทำผู้รับสารรู้ว่า Key point ที่คุณสื่อไปคืออะไร ฝึกการเล่าเรื่องให้ดี ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ได้อะไร
  5. ฝึกการสื่อสารทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยคำที่ถูกต้อง ระดับภาษาที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้ระดับภาษาทางการจนเรื่องที่สื่อสารดูไม่มีชีวิตชีวา ควรสอดแทรกทัศนคติของคุณลงไปในเรื่องที่สื่อสารอย่างเหมาะสม เรื่องเหล่านี้ต้องค่อยๆฝึกฝน
  6. นำเสนอด้วยภาพลักษณ์ของ คนที่มีความรู้ แต่อธิบายออกมาให้ง่ายที่สุด ยิ่งเก่งเท่าไหร่จะยิ่งทำเรื่องยากให้ง่าย คำทางเทคนิคพูดได้แต่ใช้ให้สมควร อย่าสื่อสารไปในเชิงว่าคุณรู้มากรู้ดี แต่สื่อสารนำเสนอไปให้รู้สึกว่าคุณกำลังแลกเปลี่ยนกับคู่สนทนา หลีกเลี่ยงความซ้ำซากพูดจาวนไป พยายามอย่าใช้คำเช่น  “เอ้อ”  “อ้า”  “อึ้ม”  “แบบว่า” เพราะมันแสดงถึงความไม่ให้เกียรติคู่สนทนา
  7. สื่อสารทางสายตา และอวัจนภาษาให้ครบถ้วยและเหมาะสม พูดคุยโดยการสบตากรรมการแสดงความสนใจต่อกรรมการตลอดการนำเสนอตัวคุณกับกรรมการ
Please follow and like us:

หางานตามราศีเกิด ได้งานดีๆที่เสริมความรุ่งเรือง

การหางานนอกจากความมีวิริยะอุตาสาหะ ความพยายาม และการเตรียมตัวที่ดี บางครั้งบางทีเรื่องของโชควาสนาก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และบางคนที่หางานไม่ได้สักทีก็อาจเพราะคุณหางานที่ไม่ถูกโฉลกกับคุณหรือเปล่านะ อันนี้ก็น่าคิด ลองมาดูสิว่าศาสตร์เรื่องโชคชะตาได้บอกถึงอาชีพตามราศีเกิดไว้ว่าอย่างไร งานนี้ถ้าขยับขยายหางานตรงตามราศีเกิดอาจจะรุ่งเรื่องก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็เป็นได้

ท่านว่าไว้ว่า คนเกิดราศีเมษ (13 เมษายน – 13 พฤษภาคม)  ซึ่งเป็นราศีแห่งธาตุไฟ มีความเป็นผู้นำ ไม่เกรงกลัวอะไร คุณควรทำอาชีพเกี่ยวกับทหาร ตำรวจ งานปราบปราม นักต่อสู้ งานแข่งขัน งานที่ต้องเดินทางบ่อย งานอิสระ จะรุ่งเรื่อง

ท่านที่เกิดในราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน)   ธาตุดิน เป็นราศีแห่งความมีเสน่ห์ ความสดใส คุณควรทำงานอยู่กับที่ ใช้ความคิด ขายของสวยงาม เช่น ขายจิวเวลรี่ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ นักแสดง งานบันเทิง งานศิลปะ

ชาวราศีเมถุน (14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม)  ธาตุลม มีความว่องไว มีปฏิภาณไหวพริบดี ช่างเจรจา คุณควรทำงานเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร งานประชาสัมพันธ์ งานที่ได้เดินทาง

หญิงชายชาวราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม)   ธาตุน้ำ มีความใจเย็น นุ่มนวล มีเสน่ห์ คุณควรทำงานบริการ เช่น งานต้อนรับ งานท่องเที่ยว งานค้าขาย งานเกี่ยวกับทางน้ำ งานเกี่ยวกับสตรีและเด็ก

ท่านที่เกิด ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม – 16 กันยายน)  ธาตุไฟ เป็นราศีแห่งผู้นำ ทำงานรับราชการ จะเจริญรุ่งเรืองดีนัก

ชาวราศีกันย์ (17 กันยายน – 16 ตุลาคม)   ธาตุดิน ควรทำงานที่ให้ความมั่นคง และเหมาะกับการเป็นนักคิดนักเจรจา ทำอาชีพค้าขาย งานสอน เปิดโรงเรียนกวดวิชา นักวางแผน งานที่ต้องใช้คำพูด งานนักเขียน และงานกฎหมาย

คนที่เกิดในราศีตุลย์ (17 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน)   ธาตุลม มีความว่องไว มีปฏิภาณไหวพริบ คุณควรทำอาชีพเป็นนักแสดง งานบันเทิง งานศิลปะ งานที่ต้องเดินทาง ขายของสวยงาม ขายอาหาร

ชาวราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม)  ธาตุน้ำ มีความนิ่มนวล ดูเหมือนใจเย็น แต่แข็งใน เป็นราศีแห่งนักต่อสู้ คุณควรทำอาชีพ งานด้านการวางแผน งานนักการตลาด งานกลยุทธ์

คนราศีธนู (16 ธันวาคม – 15 มกราคม)   ธาตุไฟ ราศีแห่งอุดมการณ์ และเจ้าเหตุผล อาชีพที่เหมาะกับคุณ คือ งานครูบาอาจารย์ งานกฎหมาย งานมูลนิธิ งานวางแผน งานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ งานธนาคาร

ชาวราศีมังกร (16 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์)   ธาตุดิน หนักแน่นสุขุมนุ่มลึก และไม่เกรงกลัวใคร ชอบสันโดษ เหมาะกับงานที่เกี่ยวกับเกษตรกรรม กสิกรรม

ชาวราศีกุมภ์  (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)   ราศีธาตุลม มีปฏิภาณไหวพริบดี อาจทำงานที่ไม่ต้องอิงกับศีลธรรมมากนัก เช่น เปิดผับบาร์ ขายสุรา บุหรี่

คนที่เกิดราศีมีน (14 มีนาคม – 12 เมษายน)  ธาตุน้ำ หมายถึง ความใจเย็น นุ่มนวล เป็นราศีวางตนเป็นผู้ใหญ่ คุณควรทำอาชีพ เป็นครูบาอาจารย์ งานวางแผน งานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ งานเกี่ยวกับการธนาคาร

Please follow and like us:

รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหมือนง่ายแต่ตอบยาก

คนหางานที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายที่ หรือ คนที่อ่อนประสบการณ์ มักเจอคำถามคล้ายๆกัน เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ยากนักที่จะตอบออกมาให้ได้อย่างใจคิดและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์งาน วันนี้เราขอรวบรวมคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยที่จะตอบให้ดี และแนวทางการตอบคำถามมาเป็นข้อมูลให้กับคนหางานทุกคน

1. คุณเคยมีประสบการณ์ทำงานนี้หรือไม่

หลักในการตอบ : ตอบตามความเป็นจริง  หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ายังไม่มีควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงาน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตามตรง และควรที่จะแจ้งว่าขณะนี้กำลังศึกษาด้วยตนเองอยู่ และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้

2. อยากถามอะไรเพิ่มไหม

หลักในการตอบ : ควรมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ
งานที่ทำจะต้องประสานกับส่วนงานไหนบ้าง เป้าหมายของฝ่ายงานเป็นอย่างไร คาดหวังจะให้ผุ้สมัครงานปฏิบัติงานอย่างไร และยังสามารถถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท ได้อีกด้วย

3. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

หลักในการตอบ : แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
องค์กรนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างไร ทั้งในด้านของการดำเนินกิจการและการดูแลสวัสดิการพนักงาน รวมถึงตัวคุณเองจะมีส่วนเข้ามาช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้อย่างไร และคุณมองเห็นว่าจะมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่างไรเมื่อร่วมงานกับองค์กร แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

4. อยากได้เงินเดือนเท่าไร

หลักในการตอบ : ตอบตามข้อมูลที่ได้ศึกษามาด้วยท่าทีที่สุภาพ
ตอบตามที่คุณได้ไปศึกษาเปรียบเทียบมาว่าคุณควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยบอกเหตุผลประกอบเช่น ในตลาดงาน ตำแหน่งนี้ ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ ลากบวกกับประสบการณ์แล้วคุณควรมีเงินเดือนท่าไหร่ เมื่อพูดจบแล้ว ควรปิดท้ายว่า ทั้งนี้ขอให้บริษัทพิจารณาตามความสามารถ จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ หรือ หากไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไรที่จะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควร

5. ทำไมออกจากงานเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนงาน

หลักในการตอบ : จำไว้ว่าไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม แม้เหตุผลที่ออกมาจะมาจากความไม่พอใจที่ทำงานเดิม เพราะคุณจะถูกมองในแง่ลบ แต่ควรเบี่ยงประเด็นในลักษณะที่กล่าวถึงองค์กรที่มาสมัครงาน เช่น คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือคุณต้องทำงานที่ท้าทายมากกว่าเดิม

6. ที่เรียนมาไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครจะทำงานได้เหรอ

หลักในการตอบ : เน้นให้กรรมการเห็นว่าคุณมีความสามารถและพร้อมจะพัฒนาตัวเอง
แม้จะเรียนไม่ตรงกับงานที่มาสมัครแต่มีความสนใจในงานนี้มานาน และได้ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมความรู้ และฝึกทักษะเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเข้าอบรมที่เกี่ยวข้อง การทำงานลักษณะนี้ในแบบ Part time มาก่อน

Please follow and like us:

ก่อนไปสัมภาษณ์งานคุณควรทำอะไร มาดูกัน

ผ่านขั้นตอนการสมัครงานมาแล้ว หากคุณสมบัติของคุณเข้าตาผู้พิจารณาใบสมัคร ขั้นตอนต่อไปที่ผู้สมัครงานจะต้องผ่านด่านคือการสัมภาษณ์งาน เพื่อให้ขั้นตอนนี้ผ่านไปด้วยดี ผู้สมัครงานต้องเตรียมตัวให้ดี

และเวลาก่อนการไปสัมภาษณ์งาน 1 วัน รวมถึงก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ คุณต้องทำอะไรบ้างเรามีเทคนิคดีๆที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ดีขึ้นมาฝากกัน รับรองว่าคุณจะจัดการกับความกดดัน และจัดการปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได้ดี ถ้าพร้อมที่จะเป็นคนได้งานมาดูกันเลย

1. มุ่งความสนใจไปที่การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน หากทำงานเดิมอยู่คุณควรลางานเพื่อมาเตรียมความพร้อม หรือเทคนิคที่ดีคือพยายามขอเข้าไปสัมภาษณ์งานในวันจันทร์เพื่อจะได้เตรียมตัวในวันเสาร์อาทิตย์

2. ข้อมูลสำคัญขององค์กรที่คุณไปสมัครงาน คุณต้องรู้และเข้าใจ ตั้งแต่ ปรัชญาและค่านิยม วัฒนธรรมองค์กร ใครเป็นผู้บริหารองค์กร ข่าวสารเกี่ยวกับองค์กรหรือธุรกิจ รู้จักเวปไซต์และช่องทางการสื่อสารขององค์กรที่เป็นโซเชียลมีเดีย

3. นอกจากจะเตรียมการตอบคำถามสัมภาษณ์ คุณต้องเตรียมคำถามที่จะไปถามกรรมการสัมภาษณ์งาน ด้วยเช่นกันโดยต้องพิจารณาว่าเป็นคำถามที่เหมาะสม เช่น องค์กรมีกลยุทธ์ในการสร้างความเจริญเติบโตอย่างไร งานที่คุณไปสมัครนั้นทางหัวหน้างานมีเป้าหมายและความท้าทายอะไรที่ต้องพิชิต องค์กรมีความคาดหวังต่อตัวคุณอย่างไร

4. ซ้อมการสัมภาษณ์โดยควรพูดออกมาแบบออกเสียง และควรฝึกพูดให้เป็นธรรมชาติ พูดให้คล่อง ไม่ตะกุกตะกัก โดยควรให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนเป็นคู่สนทนาจำลองสถานการณ์

5. จัดเตรียมเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม สำหรับการไปสัมภาษณ์งานให้พร้อม รีดเสื้อผ้าให้เรียบ เลือกรองเท้า กระเป๋าที่เข้ากับชุด

6. ตรวจสอบเอกสารและตรวจสอบแฟ้มสะสมผลงานอีกครั้งพร้อมฝึกการนำเสนอ

7. วางแผนการเดินทางให้ดี เลือกเส้นทางที่ประหยัดเวลา หาทางสำรองไว้กรณีที่อาจจะมีปัญหาการจราจร

8. ควรนอนก่อน 22.00 น. เพื่อพักผ่อนให้เพียงพอและอย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อไม่ให้พลาดเวลานัดหมายอาจให้เพื่อนโทรปลุกและโทรมาอีกครั้งหลังจากปลุก 15 นาที กันพลาดเพื่อสอบถามว่าคุณตื่นและเตรียมตัวแล้วหรือยัง รับประทานอาหารเช้าและผ่อนคลายด้วยการฟังเพลงสร้างมีสมาธิมากขึ้นก่อนการสัมภาษณ์งาน

9. ระหว่างเดินทางทบทวนสิ่งสำคัญที่ควรรู้คร่าวๆไม่ต้องท่องจำจนดูลนลาน เมื่อถึงสถานที่สัมภาษณ์ซึ่งควรไปถึงอย่างน้อย 30 นาที ปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายไม่ต้องจดจ่อท่องจำอะไรควรปรับตัวให้รู้สึกสบายกับสถานที่

10. สำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกก่อนเข้าไปสัมภาษณ์งาน ดูเสื้อผ้า หน้า ผม กลิ่นตัว กลิ่นปาก สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพิ่มความมั่นใจ พูดคุยทักทายผู้มาสัมภาษณ์อื่นๆ ทำใจสบายๆแล้วรอเวลาเข้าสู่การสัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจ

Please follow and like us:

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression ต้องเลือกรูปสมัครงานให้ดี

หากคุณกำลังจะไปสมัครงาน เอกสารทุกอย่างครบถ้วน เรซูเม่ก็เขียนออกมาอย่างดี ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างดูโอเค และพร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว !! ขอให้มองดูรูปที่ใช้สำหรับการสมัครงานสักนิด

รูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่ง เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญมากทีเดียวที่จะทำให้คุณได้งาน หรือ พลาดโอกาสได้งานดีๆ รูปถ่ายแบบไหนกันนะที่ควรนำมาติดในใบสมัครงาน ก่อนอื่นเลยคุณต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพถ่ายจากปัจจัยแวดล้อมดังนี้

1. ตำแหน่งงานที่คุณไปสมัคร

แน่นอนว่า ถ้าคุณไปสมัครในตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ระดับพนักงานปฏิบัติการหัวหน้างาน ผู้จัดการทุกระดับ สำหรับผู้ชายควรเป็นภาพถ่ายที่สวมเสื้อสีสุภาพและผูกเนคไทสีพื้น คลุมทับด้วยสูท เน้นสูทสีสุภาพเช่นกัน คือ สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ

สำหรับคุณผู้หญิงนั้นควรสวมเสื้อสีพื้นมีปก จำไว้ว่าอย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดมันสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ไม่ควรสวมเครื่องประดับและติดเครื่องประดับที่ชุด ควรสวมสูทพอดี
ในขณะที่ผู้ที่ไปสมัครงานในตำแหย่งที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูง

ภาพถ่ายในลักษณะที่กล่าวมาอาจไม่สะท้อนตัวตนของคุณสามารถใช้ภาพที่ดูมีอิริยาบถที่ดูสบายๆได้ แต่ต้องไม่กาลเทศะและความเหมาะสม คุณอาจใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ก็ได้ไม่ผิดอะไร แต่ต้องมองออกมาแล้วไม่ทำลายบุคลิกภาพที่ดี

2. เสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตรวจดูทรงผม

สุภาพบุรุษนั้นควรจัดการกับทรงผมให้มีความเรียบร้อยแม้จะมีการใส่แฟชั่นลงไปในทรงผมแต่ต้องมีขอบเขต ขอให้ออกมาในลุคที่คุณดูดีไม่ดูขรึมมากเกินไปจนดูผิดธรรมชาติ และอย่าลืมโกนหนวด โกนเคราให้เรียบร้อยด้วย

คุณผู้หญิงต้องขอเลยว่าอย่าถ่ายรูปสมัครงานด้วยทรงผมที่มีสีสันจัดจ้าน ไฮไลท์ หนักๆ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้คุณดูดีในสายตากรรมการ แต่ก็ไม่ใช่จะต้องมาในลุคผมดำสนิทตัดผมตรงหรือรวบตึงเสมอไป ขอให้ออกมาแล้วเสริมบุคลิกให้คุณดูน่ามองจะดีกว่า

และในบางตำแหน่งงานที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงให้คุณต้องถ่ายภาพเกล้าผม ก็จงหลีกเลี่ยงจะดีกว่าเพราะมันดุขาดความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว และอย่าลืม ห้ามคาดผมหรือติดเครื่องประดับที่ผมโดยเด็ดขาด

3.อย่าได้ลืมใส่ใจกับผิวหน้า

คุณผู้ชายหลายคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้แต่ขอให้ใส่ใจเถอะเพราะการจะปล่อยหน้าที่มีสิว ผิวหยาบกร้านไปให้กรรมการเห็นคุณจากภาพแรกก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจจริงไหม อย่างน้อยควรให้ช่างภาพจัดการกับข้อบกพร่องเหล่านี้ของคุณสักหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่น่าห่วงในเรื่องนี้

ขอแค่อย่ามากไปแค่นั้นพอ และโทนการแต่งหน้าที่ไม่ควรเลยในการถ่ายภาพสมัครงานคือ ลุคหลากสีเป็นนกแก้ว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากแดง เพราะมันดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ โทนสีสุภาพเช่นสีน้ำตาลส้ม หรือ น้ำตาลชมพูทำให้คุณดูดีกว่ามาก

สุดท้ายจำไว้ว่าอย่าเอารูปชุดนักศึกษาไปสมัครงาน รูปชุดครุยก็จงเก็บไว้ภูมิใจที่บ้าน ส่วนภาพสติ๊กเกอร์หรือภาพถ่ายที่ปริ้นใส่กระดาษธรรมดาไม่ควรเอาใช้เด็ดขาด และควรถ่ายภาพโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงินจะดีที่สุด

Please follow and like us:

รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหมือนง่ายแต่ตอบยาก

คนหางานที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายที่ หรือ คนที่อ่อนประสบการณ์ มักเจอคำถามคล้ายๆกัน เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ยากนักที่จะตอบออกมาให้ได้อย่างใจคิดและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์งาน

คำถามสัมภาษณ์งาน

วันนี้เราขอรวบรวมคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยที่จะตอบให้ดี และแนวทางการตอบคำถามมาเป็นข้อมูลให้กับคนหางานทุกคน

1. คุณเคยมีประสบการณ์ทำงานนี้หรือไม่

หลักในการตอบ  ตอบตามความเป็นจริง

หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ายังไม่มีควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงาน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตามตรง และควรที่จะแจ้งว่าขณะนี้กำลังศึกษาด้วยตนเองอยู่ และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้

2. อยากถามอะไรเพิ่มไหม

หลักในการตอบ  ควรมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ

งานที่ทำจะต้องประสานกับส่วนงานไหนบ้าง เป้าหมายของฝ่ายงานเป็นอย่างไร คาดหวังจะให้ผุ้สมัครงานปฏิบัติงานอย่างไร   และยังสามารถถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท ได้อีกด้วย

3. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

หลักในการตอบ  แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

องค์กรนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างไร ทั้งในด้านของการดำเนินกิจการและการดูแลสวัสดิการพนักงาน รวมถึงตัวคุณเองจะมีส่วนเข้ามาช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้อย่างไร และคุณมองเห็นว่าจะมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่างไรเมื่อร่วมงานกับองค์กร แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

4. อยากได้เงินเดือนเท่าไร

หลักในการตอบ  ตอบตามข้อมูลที่ได้ศึกษามาด้วยท่าทีที่สุภาพ

ตอบตามที่คุณได้ไปศึกษาเปรียบเทียบมาว่าคุณควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยบอกเหตุผลประกอบเช่น ในตลาดงาน ตำแหน่งนี้ ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ ลากบวกกับประสบการณ์แล้วคุณควรมีเงินเดือนท่าไหร่

เมื่อพูดจบแล้ว ควรปิดท้ายว่า ทั้งนี้ขอให้บริษัทพิจารณาตามความสามารถ จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ หรือ หากไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไรที่จะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควร

5. ทำไมออกจากงานเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนงาน

หลักในการตอบ   จำไว้ว่าไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม

แม้เหตุผลที่ออกมาจะมาจากความไม่พอใจที่ทำงานเดิม เพราะคุณจะถูกมองในแง่ลบ แต่ควรเบี่ยงประเด็นในลักษณะที่กล่าวถึงองค์กรที่มาสมัครงาน เช่น  คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือคุณต้องทำงานที่ท้าทายมากกว่าเดิม

6. ที่เรียนมาไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครจะทำงานได้เหรอ

หลักในการตอบ เน้นให้กรรมการเห็นว่าคุณมีความสามารถและพร้อมจะพัฒนาตัวเอง

แม้จะเรียนไม่ตรงกับงานที่มาสมัครแต่มีความสนใจในงานนี้มานาน และได้ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมความรู้ และฝึกทักษะเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเข้าอบรมที่เกี่ยวข้อง การทำงานลักษณะนี้ในแบบ Part time มาก่อน

Please follow and like us:

จริงหรือไม่ที่ว่าสมัยนี้หางานยาก

งานสมัยนี้หายาก จะใช้จะจ่ายอะไรก็ต้องระวัง ต้องพิจารณาดีๆ เป็นคำพูดที่ได้ยินจนชินหูแล้วล่ะค่ะ ประโยคหลังนี่น่าจะต้องเห็นด้วยด้วยประการทั้งปวง แต่ที่ว่างานสมัยนี้หายาก ท่าทางจะไม่จริงค่ะ

เพราะหากลองพิจารณากันดีๆ แล้วยังมีแหล่งงาน บริษัทห้างร้าน อีกมากมาย ที่ยังต้องการแรงงาน นี่ยังไม่นับรวมงานอาชีพอิสระ (Free lance) และธุรกิจส่วนตัวอีกก็เพียบเลยล่ะค่ะ หากเรามีเป้าหมายในชีวิตซะอย่าง ไม่มีสมัยไหนที่งานจะหายากแน่นอนค่ะ

เปิดมุมมองใหม่ สร้างโอกาสให้ตัวเอง

สำหรับใครที่กำลังมองหางานทำ แล้วรู้สึกว่างานมันช่างหายากเสียจริง อาจจะต้องลองกลับมาทบทวนกันใหม่อีกนิดนึงค่ะว่า งานหายาก หรือตัวเราที่ยาก ยากในที่นี้หมายถึงยากที่จะหางานให้ถูกใจนะคะ

เพราะเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธค่ะว่าสมัยนี้เรามีความอดทนน้อยลง เพราะสิ่งต่างๆ เอื้ออำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น เช่น เทคโนโลยี  ระบบขนส่ง  ระบบโทรคมนาคม เราแทบไม่ต้องรออะไรอยากได้อะไรก็คลิกเดียวจบ สิ่งนี้ทำให้เราติดนิสัยเมื่อเข้าไปทำงานได้ไม่นาน และเมื่อมีสิ่งที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ เราก็ลาออกและหางานใหม่

 

หากพิจารณาดีๆ แล้ว สมัยนี้งานหาง่ายมากค่ะ มิเช่นนั้นแล้ว อัตราการลาออกในปัจจุบัน จะสูงกว่าสมัยก่อนได้อย่างไร เพราะคนเราเอะอะลาออกแล้วก็หางานใหม่

เอะอะอีกก็ลาออกอีกแล้วก็หางานใหม่ นั่นไม่ใช่เพราะงานหาง่ายหรืออย่างไร เพราะหากงานเป็นสิ่งที่หายากจริงแล้วล่ะก็คงไม่มีใครผลีผลามลาออกได้ง่ายๆ แน่นอนค่ะ

อาชีพอิสระ สร้างเจ้าของธุรกิจ

ดังนั้นแล้ว Confirm ว่าสมัยนี้งานหาได้ไม่ยากเลยค่ะ เราลองมาดูเพิ่มเติมอีกนิดในส่วนของอาชีพอิสระค่ะ หากเราลองเดินเข้าไปในออฟฟิศสักแห่งหนึ่ง แล้วสุ่มถามใครสักคนในนั้น เช่น พนักงานบริษัท เชื่อได้เลยว่า น้อยคนนักที่จะทำงานในบริษัทแห่งนั้นเพียงอย่างเดียว

เพราะอาชีพที่สามารถทำควบคู่กับงานประจำก็มีมากมายหลายหลาก เช่น ขายของออนไลน์ ซึ่งสมัยนี้เป็นที่นิยมกันมากค่ะ โดยเฉพาะสาวๆ วันรุ่น ดังที่จะเห็นใน Face book ค่ะว่า มีการ Live สด เพื่อนำเสนอสิ้นค้า หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า Live ขายของนั่นเองค่ะ

ส่วนมาก 100% จะเป็นการขายเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ หลายเจ้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และนี่ก็เป็นรูปแบบการนำเสนอสินค้าและการปล่อยของออกไปได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องสต๊อคของนานให้จมทุนอีกด้วยค่ะ

เห็นมั๊ยคะว่า หากเรามองหาและกล้าที่จะลงมือทำ เราทำได้มากกว่าหนึ่งอย่างเสมอ และงานก็หาง่ายมากค่ะ อยู่ที่เราเลือกหรือไม่เลือกนะคะ

Please follow and like us:

กรอกเงินเดือนเท่าไหร่ดี อย่างไร ในใบสมัครงาน

คำถามนี้เป็นคำถามที่ต้องติดอยู่ในใจหลายๆ คนแน่นอนค่ะ แม้ว่าจะเป็นการสมัครงานครั้งแรก หรือครั้งที่สิบก็ตาม อาจจะต่างกันตรงที่ การสมัครงานครั้งที่สิบก็จะเริ่มรู้งานว่าควรเขียนเท่าไหร่ และมีความมั่นใจมากกว่านิดหน่อยเนาะ  

ปัจจัยประเมินอัตราเงินเดือน

อันแรกเลยค่ะ อยากบอกอย่างนี้ว่าเรื่องเงินเดือนเป็นเรื่อง Sensitive สำหรับผู้จ้างงานเช่นกันค่ะ ดังนั้นแน่นอนว่า คนจ้างงานก็อยากได้คนดี คนเก่ง มีความสามารถมาร่วมงาน และถ้าเป็นไปได้ เรียกเงินเดือนน้อย โอกาสจ้างงานก็สูง แต่ไม่ได้หมายความว่า ให้เราเรียกเงินเดือนน้อยต่ำเตี้ยเรี่ยดินนะคะ เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราเองคงจะอยู่ไม่รอดเป็นแน่ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้

เช่นเดียวกันค่ะ ทางด้านคนหางานเองก็อยากได้เงินเดือนสูงๆ เท่าที่จะสามารถเป็นไปได้  เหตุนี้คนจ้างงานและคนหางานก็ไม่เจอกันสักที ขอแนะนำว่าในการสมัครงานครั้งแรกเลย เป็นไปได้ยากค่ะที่เราจะได้รับเงินเดือนสูง ยกเว้นว่าตำแหน่งงานนั้นเป็นตำแหน่งงาน Special กล่าวคือเป็นตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความสามารถทางด้านเทคนิค และเป็นตำแหน่งงานหายาก ซึ่งถ้าเราอยู่ในจุดที่ว่านี้

 

 

แม้เป็นน้องใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ บริษัทก็อาจจะพิจารณาการจ้างงานค่ะ แต่หากเราอยู่ในจุดของเจ้าหน้าที่ทั่วไป ตำแหน่งงานไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษอันใด การกรอกเงินเดือนในใบสมัครก็ต้องเบาๆ กันนิสนึงเนาะ อย่าออกตัวแรงเป็นดีที่สุดค่ะ เพราะ ๆๆๆๆ ในการที่ก่อนที่เค้าจะมีการเรียกเรามาสัมภาษณ์

พิจารณาเงินเดือน

สิ่งที่ HR จะพิจารณาก่อนเลย คือ มุมขวาบนของใบสมัครค่ะ นั่นก็คือ ช่องกรอกเงินเดือนที่เราต้องการ เช่น ในตำแหน่งงานที่เราสมัคร บริษัทสามารถจ้างได้ที่ 15,000 บาท แต่เรากรอกไปที่ 35,000 บาท นั่นเป็นจำนวนที่เราอยากได้ค่ะ แต่ HR ดึงใบสมัครเราทิ้งแน่นอน เพราะมันเกินกำลังการจ้างไปมาก หากกรอกไปที่ 18,000 บาท อันนี้มีสิทธิลุ้นค่ะ เพราะเกินไปนิดหน่อย พอรับได้ หรือง่ายในการต่อรอง

คำแนะนำการกรอกตัวเลขลงไปในใบสมัคร

เพราะฉะนั้น ข้อแนะนำในการกรอกตัวเลขลงไปในใบสมัคร เราไม่ควรกรอกตัวเลขเดี่ยวๆ นะคะ ควรกรอกเป็นช่วงเงินเดือนที่ต้องการค่ะ คือ ต่ำสุดที่เรารับได้ ถึง สูงกว่าตัวเลขต่ำสุดบวกลบ 3,000 – 5,000 บาทค่ะ เช่น  18,000 – 23,000 บาท

การกรอกตัวเลขต่ำสุดที่รับได้  หรือกรอกตัวเลขเป็นช่วงเงินเดือนแบบนี้ การันตีเลยว่า น้อยนักที่คนสัมภาษณ์จะต่อรองลดราคาเราค่ะ เพราะเราแสดงตัวเลขต่ำสุดที่รับได้ไปแล้ว หรือหากต่อรอง ก็ลดลงจากนี้ไม่มาก  เพราะ HR จะเห็นตัวเลขตั้งแต่แรกแล้วว่า กรอกมา 18,000 – 23,000 บาท เป็นช่วงเงินเดือนที่ OK จ้างไหว จึงได้เรียกเราเข้ารับการสัมภาษณ์จ้า

Please follow and like us: