อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression ต้องเลือกรูปสมัครงานให้ดี

หากคุณกำลังจะไปสมัครงาน เอกสารทุกอย่างครบถ้วน เรซูเม่ก็เขียนออกมาอย่างดี ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างดูโอเค และพร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว !! ขอให้มองดูรูปที่ใช้สำหรับการสมัครงานสักนิด

รูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่ง เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญมากทีเดียวที่จะทำให้คุณได้งาน หรือ พลาดโอกาสได้งานดีๆ รูปถ่ายแบบไหนกันนะที่ควรนำมาติดในใบสมัครงาน ก่อนอื่นเลยคุณต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพถ่ายจากปัจจัยแวดล้อมดังนี้

1. ตำแหน่งงานที่คุณไปสมัคร

แน่นอนว่า ถ้าคุณไปสมัครในตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ระดับพนักงานปฏิบัติการหัวหน้างาน ผู้จัดการทุกระดับ สำหรับผู้ชายควรเป็นภาพถ่ายที่สวมเสื้อสีสุภาพและผูกเนคไทสีพื้น คลุมทับด้วยสูท เน้นสูทสีสุภาพเช่นกัน คือ สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ

สำหรับคุณผู้หญิงนั้นควรสวมเสื้อสีพื้นมีปก จำไว้ว่าอย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดมันสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ไม่ควรสวมเครื่องประดับและติดเครื่องประดับที่ชุด ควรสวมสูทพอดี
ในขณะที่ผู้ที่ไปสมัครงานในตำแหย่งที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูง

ภาพถ่ายในลักษณะที่กล่าวมาอาจไม่สะท้อนตัวตนของคุณสามารถใช้ภาพที่ดูมีอิริยาบถที่ดูสบายๆได้ แต่ต้องไม่กาลเทศะและความเหมาะสม คุณอาจใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ก็ได้ไม่ผิดอะไร แต่ต้องมองออกมาแล้วไม่ทำลายบุคลิกภาพที่ดี

2. เสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตรวจดูทรงผม

สุภาพบุรุษนั้นควรจัดการกับทรงผมให้มีความเรียบร้อยแม้จะมีการใส่แฟชั่นลงไปในทรงผมแต่ต้องมีขอบเขต ขอให้ออกมาในลุคที่คุณดูดีไม่ดูขรึมมากเกินไปจนดูผิดธรรมชาติ และอย่าลืมโกนหนวด โกนเคราให้เรียบร้อยด้วย

คุณผู้หญิงต้องขอเลยว่าอย่าถ่ายรูปสมัครงานด้วยทรงผมที่มีสีสันจัดจ้าน ไฮไลท์ หนักๆ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้คุณดูดีในสายตากรรมการ แต่ก็ไม่ใช่จะต้องมาในลุคผมดำสนิทตัดผมตรงหรือรวบตึงเสมอไป ขอให้ออกมาแล้วเสริมบุคลิกให้คุณดูน่ามองจะดีกว่า

และในบางตำแหน่งงานที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงให้คุณต้องถ่ายภาพเกล้าผม ก็จงหลีกเลี่ยงจะดีกว่าเพราะมันดุขาดความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว และอย่าลืม ห้ามคาดผมหรือติดเครื่องประดับที่ผมโดยเด็ดขาด

3.อย่าได้ลืมใส่ใจกับผิวหน้า

คุณผู้ชายหลายคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้แต่ขอให้ใส่ใจเถอะเพราะการจะปล่อยหน้าที่มีสิว ผิวหยาบกร้านไปให้กรรมการเห็นคุณจากภาพแรกก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจจริงไหม อย่างน้อยควรให้ช่างภาพจัดการกับข้อบกพร่องเหล่านี้ของคุณสักหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่น่าห่วงในเรื่องนี้

ขอแค่อย่ามากไปแค่นั้นพอ และโทนการแต่งหน้าที่ไม่ควรเลยในการถ่ายภาพสมัครงานคือ ลุคหลากสีเป็นนกแก้ว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากแดง เพราะมันดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ โทนสีสุภาพเช่นสีน้ำตาลส้ม หรือ น้ำตาลชมพูทำให้คุณดูดีกว่ามาก

สุดท้ายจำไว้ว่าอย่าเอารูปชุดนักศึกษาไปสมัครงาน รูปชุดครุยก็จงเก็บไว้ภูมิใจที่บ้าน ส่วนภาพสติ๊กเกอร์หรือภาพถ่ายที่ปริ้นใส่กระดาษธรรมดาไม่ควรเอาใช้เด็ดขาด และควรถ่ายภาพโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงินจะดีที่สุด

ใครกำลังหางานที่ไม่ต้องนั่งเบื่ออยู่ออฟฟิต คลิ๊กเลย

คนหางานบางคนต้องการงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิต แต่ได้ออกไปพบปะผู้คนนอกสถานที่ แม้แต่งานที่สามารถทำที่บ้านได้ ถ้าคนกำลังมีความต้องการหางานอย่างที่ว่ามานี้ ต้องการเข้างานหรือมีความยืดหยุ่นในเรื่องสถานที่ทำงานเรารวบรวมงานที่ไม่ต้องนั่งจ่มอยู่ออฟฟิตมาให้คนหางานลองพิจารณากัน

1. อันดับหนึ่งที่ครอบแชมป์การทำงานนอกออฟฟิตแน่นอนว่าคืองานขาย

หรือที่เราเรียกกันว่า Sale หรือ Sale man นั่นเอง ถึงแม้ว่าในยุคดิจิทัลเราอาจไม่ต้องไปหาลูกค้าเพื่อพบเจอคุยกันแบบ Face-to-Face แต่สามารถคุยผ่าน Online Platform ได้แต่งานสายการขายนี้ก็มักจะไม่ต้องอยู่ออฟฟิตเพราะต้องไปสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้านอกสถานที่ ต้องออกไปพบเจอลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ใครที่มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถที่จะโน้มน้าวใจคนได้ คุณเหมาะกับงานนี้ไม่น้อยเลย

2. นักแปลภาษาและงานล่าม

คุณไม่จำเป็นต้องประจำที่ออฟฟิต เพราะสามารถทำงานแปลและจัดส่งให้ทางองค์กรได้ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เนต ในกรณีที่ต้องเข้าไปออฟฟิตนั้นก็เพียงครั้งคราวเช่นไปเป็นล่ามในที่ประชุม คนที่มีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาที่สามอื่นๆนั้นมีโอกาสได้พบปะผู้คนหลากหลาย ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศและต่างประเทศ อาชีพนี้ไม่จำเป็นที่ต้องจบภาษาศาสตร์ก็สามารถทำได้แต่คุณควรมีประกาศนียบัตรรับรองความสามารถด้านภาษาติดตัวไว้จะดีมาก

3. งานนักเขียนบทความ

ที่เขียนบทความที่เน้นทำการตลาดออนไลน์ คุณคือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ ที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้าสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงมีอินเตอร์เนต และมีความรับผิดชอบทำงานตรงเวลา จะเขียนงานในร้านกาแฟ ริมชายหาด บนเขาก็ทำได้สบายๆ

4. กราฟิกดีไซน์

ให้คิดภาพตามถึงพี่ซันนี่ ใน Freelance นั่นเลนชีวิตกราฟิกดีไซน์ คุณมีหน้าที่การเปลี่ยนจินตนาการให้ออกมาเป็นชิ้นงาน ความต้องการของลูกค้าที่พูดมาล้านแปดจะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ด้วยฝีมือของคุณ การสร้างผลงานที่โดนใจลูกค้าต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์สายงานนี้จึงมักไม่ค่อยทำงานอยู่ในบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้มีความคิดสร้างสรรค์อย่างออฟฟิตที่อาจจะมีกฎระเบียบ ยิ่งในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าแบบนี้คุณยิ่งสามารถทำงานและจัดส่งให้เจ้านายและลูกค้าได้แบบไม่ต้องเอาตัวเข้าไปในออฟฟิต

5. ออแกไนเซอร์จัดงานอีเว้นท์

หลายองค์กรเน้นการทำกิจกรรมเพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ งานเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ผ่านการจัดงานอีเว้นท์ด้วยฝีมือของเหล่าออแกไนเซอร์ คุณจะมีบทบาทในการวางแผนสร้างสรรค์กิจกรรม งานเตรียมการ วางแผนงบประมาณ การสร้างกิมมิคของงาน จัดการสถานที่ และดูแลความเรียบร้อยของกิจกรรมทั้งหมด ถ้าคุณคือนักจัดปาร์ตี้ที่เพื่อนๆยกนิ้วให้งานนี้ก็น่าจะเหมาะกับคุณ

ก่อนจะเป็นบัณฑิตป้ายแดง คุณสร้างทุนทางสังคมตุนไว้แล้วรึยัง

หางานเมื่อเรียนจบ อาจช้าเกินไปก็ได้นะ คุณควรที่จะหาลู่ทางในการหางานตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ โดยสะสมทุนทางสังคมจะทำให้คุณหางานได้ง่ายขึ้น

มาดูกันสิว่านักศึกษาทั้งหลายก่อนจบไปเป็นบัณฑิตป้ายแดงคุณควรต้องมีทุนทางสังคมอะไรบ้าง

อย่าปล่อยให้การฝึกงานเป็นแค่การฝึกฝีมือชงกาแฟ และรู้จักแค่เครื่องถ่ายเอกสาร

              การฝึกงานคือมีโอกาสแสดงฝีมือให้รุ่นพี่มืออาชีพได้สัมผัสตัวตน ความรู้ นิสัย ใจคอ ของนักศึกษา การเลือกสถานที่ฝึกงานนั้นสำคัญมาก หลายองค์กรที่เปิดโอกาสให้เด็กฝึกงานได้ทำอะไรมากมาย

บางแห่งให้ทุนในการทำโปรเจคบางอย่าง บางแห่งให้เด็กฝึกงานเข้าร่วมทีมทำงานจริงๆ  หาองค์กรเหล่านั้นให้พบและพุ่งตรงไปเลย ถ้ารู้ก่อนจะดีมากเพราะคุณจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ตรงตามคุณสมบัติของเด็กฝึกงานที่องค์กรเหล่านั้นต้องการ

เมื่อได้เข้าไปแล้ว แสดงให้เขาเห็นว่าคุณมีความคิดสร้างสรรค์  ขยัน อดทน มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไงบ้าง

มีพี่ๆหลายคนที่เฝ้าดูอยู่และพร้อมให้คำแนะนำ แน่นอนว่าองค์กรก็ได้ประโยชน์จากการได้ทดลองงานจริง และนักศึกษาก็ได้ประโยชน์เช่นกันงานนี้ win-win ทั้งสองฝ่าย

นอกจากนั้นการสร้างความประทับใจให้กับพี่ๆที่ร่วมเป็นพี่เลี้ยงรวมถึงนายจ้างนั้นจะทำให้คุณเป็นที่หมายตามากขึ้น คุณอาจจะข้ามขั้นคำว่าหางาน ไปสู่การได้งานเลยก็ได้

Network ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

สายสัมพันธ์ มีความสำคัญมาก จงการสร้างและสะสม รุ่นพี่ในคณะของคุณเมื่อจบแล้วไปทำงานในองค์กรถ้าคุณรู้จักรุ่นพี่ทำกิจกรรมร่วมกันมาก เคยไปช่วยงานในองค์กรของรุ่นพี่ หรือไปฝึกงานในองค์กรที่มีรุ่นพี่โอกาสจะดึงกันไปทำงานก็ง่ายขึ้น

เราไม่ได้บอกให้คุณเล่นพรรคเล่นพวก แต่กำลังบอกว่าจงใช้โอกาสที่ดีนี้แสดงฝีมือ งานบางอย่างต้องการความไว้วางใจ การเลือกคนที่เคยๆคนที่เห็นฝีมือกันมาก่อนย่อมดีกับองค์การมากกว่าการรับสมัครจากคนหางานที่เป็นคนนอกที่ไม่เคยเห็นฝีมือกันมาก่อน

นอกจากนั้นแล้วเวลาไปฝึกงาน คุณจะได้สร้างสายสัมพันธ์ทั้งกับคนในองค์กรและหาโชคดีได้พบเจอคนนอกองค์กร ก็อย่าได้ทิ้งโอกาสดีๆเหล่านี้ในการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี  เพราะนี่เป็นโอกาสในการได้พบเจอมืออาชีพในวงการ

รู้กาลเทศะให้ผู้ใหญ่เอ็นดู

สังคมไทยชอบเด็กที่อ่อนน้อม หากคุณมีบุคลิกที่อ่อนน้อมผู้ใหญ่จะเอ็นดู ในที่นี้ไม่ใช่การทำตัวประจบหรือแปลความไปในทางร้าย แต่กำลังบอกว่ากาลเทศะเป็นสิ่งสำคัญ

จงเป็นผู้ที่รักการเรียนรู้ และเป็นผู้ที่มีจิตใจอาสา ผู้ใหญ่ไม่ว่าอาจารย์ นายจ้าง เมื่อเห็นเด็กที่ตั้งใจทำดี มีสัมมาคารวะ ย่อมที่จะให้การสนับสนุน โอกาสในการอยากได้มาร่วมงาน หรือ แนะนำงานดีๆให้ย่อมมีมากเช่นกัน

คุณยังพลาดการได้งาน เพราะพลาดซ้ำๆกับเรื่องเหล่านี้รึเปล่านะ

หากคุณหางานมาพักใหญ่แต่ยังไม่ได้งาน การดันทุรังหางานต่อไปโดยไม่หยุดคิดใคร่ครวญ ดูจะเป็นทางหนึ่งที่ยิ่งทำให้พลังในตัวคุณหมดลงจริงไหม ? ถ้าหยุดพักและมองหาข้อผิดพลาด แก้ไขก่อนที่จะหางานต่อไปแบบนี้น่าจะได้พักทั้งกายและใจ

หากคุณกำลังคิดจะพักและมองหาข้อผิดพลาดที่ได้ทำลงไปในขณะที่หางาน เราได้สรุปเอาข้อผิดพลาดที่คนหางานหลายคนได้ทำผิดพลาดซ้ำๆมาให้คุณลองคิดดูว่าตรงกับสิ่งที่คุณทำหรือไม่ และแน่นอนจะแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้อย่างไร เรามีคำตอบมาให้ ไปดูกันเถอะ

1. รู้สึกประหม่าทุกครั้ง

แม้ได้ศึกษา วิธีการหางานและวิธีการเขียน resume มาเป็นอย่างดีแล้ว แต่เมื่อไปถึงขั้นตอนการสมัครและสัมภาษณ์งานก็ยังคงประหม่า

ทางแก้ไข  คือ ซ้อม ซ้อม และซ้อมจนมีความเป็นธรรมชาติ แสดงบทบาทสมมุติกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวให้เขาเป็นกรรมการสัมภาษณ์ และคุณซ้อมตอบคำถามโดยการพูดออกมาจริงๆ ให้มีการให้คะแนนกันจริงๆว่าจะให้ผ่านการสัมภาษณ์หรือไม่ และสอบถามความคิดเห้นของผู้ร่วมแสดงบทบาทสมมุติว่าคุณตอบคำถามดีหรือไม่

2. มีทัศนคติในแง่ลบเกี่ยวกับการหางาน

บางคนนั้นรู้แค่ว่าต้องไปสมัครงานไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องได้งานเมื่อ Passion ของคุณไม่มากพอก็ไม่แปลกที่จะพลาดงาน เช่น หลายคนไม่เห็นข้อดีของตนเองเลย ไม่เห็นความโดเด่นของตนเอง นำเสนอตัวเองไม่เป็น และค่อยภูมิใจในตัวเอง ใจฝ่อตั้งแต่ออกจากบ้านเพื่อไปสัมภาษณ์งาน และคิดตอกย้ำตัวเองว่าคงไม่ได้งาน

ทางแก้ไข  คิดบวกไว้ให้มาก พิจารณาหาข้อดีของตนเอง ฝึกการนำเสนอตัวเอง คนเราต้องมีข้อดี และ การหาข้อดีที่ส่งเสริมกับการทำงานในตำแหน่งงานมานำเสนอได้นั้นจะดีมาก

3. ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการหางานแบบไหน

หลายคนส่งใบสมัครไปเรื่อยๆ  เพราะคิดแค่ว่าควรหางานก็หางานไม่พิจารณาคุณสมบัติที่ผู้ว่าจ้างต้องการว่าตรงกับตนเองหรือไม่ และสนใจในการทำงานร่วมกับองค์กรนั้นๆหรือไม่

ทางแก้ไข  จงหางานแบบมีโฟกัส คือ พิจารณาความต้องการของคุณเอง พิจารณาความสามารถ เลือกองค์กรที่สนใจและความสามารถของคุณถึงในตำแหน่งที่เปิดรับ หากยังไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวต้องฝึกตัวเองให้พร้อมในระดับหนึ่งก่อนไปสมัครงาน

4. ประมาทกับการเขียน resume

Resume เป็นสิ่งแรกที่ทำให้คุณได้ทำความรู้จักกับฝ่าย HR หรือ นายจ้าง แต่คุณไม่เขียนออกมาในลักษณะการนำเสนอตัวเอง ไม่กล่าวถึงคุณสมบัติที่น่าสนใจของคุณ

ทางแก้ไข ศึกษาเทคนิคการเขียน resume จากหลายๆเหล่าหลากหลายตัวอย่างเลือกวิธีการและเทคนิคดีๆจากหลายๆที่มาใช้ ร่าง resume และส่งให้เพื่อน หรือ คนที่มีความรู้ช่วยตรวจทานและให้คำแนะนำ

5. ไม่ศึกษาองค์กรที่สมัครงาน

หลายคนที่สมัครงานโดยไม่ศึกษาข้อมูลขององค์กร เมื่อถูกถามเกี่ยวกับองค์กรก็ตอบไม่ได้ แสดงถึงความไม่ใส่ใจ

ทางแก้ ศึกษาข้อมูลสำคัญขององค์กร เช่น ประวัติ รูปแบบกิจการ สินค้าและบริการสำคัญ พันธกิจ วิสัยทัศน์ขององค์กร

รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหมือนง่ายแต่ตอบยาก

คนหางานที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายที่ หรือ คนที่อ่อนประสบการณ์ มักเจอคำถามคล้ายๆกัน เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ยากนักที่จะตอบออกมาให้ได้อย่างใจคิดและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์งาน

คำถามสัมภาษณ์งาน

วันนี้เราขอรวบรวมคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยที่จะตอบให้ดี และแนวทางการตอบคำถามมาเป็นข้อมูลให้กับคนหางานทุกคน

1. คุณเคยมีประสบการณ์ทำงานนี้หรือไม่

หลักในการตอบ  ตอบตามความเป็นจริง

หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ายังไม่มีควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงาน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตามตรง และควรที่จะแจ้งว่าขณะนี้กำลังศึกษาด้วยตนเองอยู่ และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้

2. อยากถามอะไรเพิ่มไหม

หลักในการตอบ  ควรมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ

งานที่ทำจะต้องประสานกับส่วนงานไหนบ้าง เป้าหมายของฝ่ายงานเป็นอย่างไร คาดหวังจะให้ผุ้สมัครงานปฏิบัติงานอย่างไร   และยังสามารถถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท ได้อีกด้วย

3. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

หลักในการตอบ  แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

องค์กรนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างไร ทั้งในด้านของการดำเนินกิจการและการดูแลสวัสดิการพนักงาน รวมถึงตัวคุณเองจะมีส่วนเข้ามาช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้อย่างไร และคุณมองเห็นว่าจะมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่างไรเมื่อร่วมงานกับองค์กร แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

4. อยากได้เงินเดือนเท่าไร

หลักในการตอบ  ตอบตามข้อมูลที่ได้ศึกษามาด้วยท่าทีที่สุภาพ

ตอบตามที่คุณได้ไปศึกษาเปรียบเทียบมาว่าคุณควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยบอกเหตุผลประกอบเช่น ในตลาดงาน ตำแหน่งนี้ ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ ลากบวกกับประสบการณ์แล้วคุณควรมีเงินเดือนท่าไหร่

เมื่อพูดจบแล้ว ควรปิดท้ายว่า ทั้งนี้ขอให้บริษัทพิจารณาตามความสามารถ จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ หรือ หากไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไรที่จะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควร

5. ทำไมออกจากงานเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนงาน

หลักในการตอบ   จำไว้ว่าไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม

แม้เหตุผลที่ออกมาจะมาจากความไม่พอใจที่ทำงานเดิม เพราะคุณจะถูกมองในแง่ลบ แต่ควรเบี่ยงประเด็นในลักษณะที่กล่าวถึงองค์กรที่มาสมัครงาน เช่น  คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือคุณต้องทำงานที่ท้าทายมากกว่าเดิม

6. ที่เรียนมาไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครจะทำงานได้เหรอ

หลักในการตอบ เน้นให้กรรมการเห็นว่าคุณมีความสามารถและพร้อมจะพัฒนาตัวเอง

แม้จะเรียนไม่ตรงกับงานที่มาสมัครแต่มีความสนใจในงานนี้มานาน และได้ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมความรู้ และฝึกทักษะเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเข้าอบรมที่เกี่ยวข้อง การทำงานลักษณะนี้ในแบบ Part time มาก่อน

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression ต้องเลือกรูปสมัครงานให้ดี

หากคุณกำลังจะไปสมัครงาน เอกสารทุกอย่างครบถ้วน เรซูเม่ก็เขียนออกมาอย่างดี ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างดูโอเค  และพร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว !! ขอให้มองดูรูปที่ใช้สำหรับการสมัครงานสักนิด

รูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่ง เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญมากทีเดียวที่จะทำให้คุณได้งาน หรือ พลาดโอกาสได้งานดีๆ รูปถ่ายแบบไหนกันนะที่ควรนำมาติดในใบสมัครงาน ก่อนอื่นเลยคุณต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพถ่ายจากปัจจัยแวดล้อมดังนี้

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression

1. ตำแหน่งงานที่คุณไปสมัคร

แน่นอนว่า ถ้าคุณไปสมัครในตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ระดับพนักงานปฏิบัติการหัวหน้างาน  ผู้จัดการทุกระดับ สำหรับผู้ชายควรเป็นภาพถ่ายที่สวมเสื้อสีสุภาพและผูกเนคไทสีพื้น คลุมทับด้วยสูท เน้นสูทสีสุภาพเช่นกัน คือ  สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ

สำหรับคุณผู้หญิงนั้นควรสวมเสื้อสีพื้นมีปก จำไว้ว่าอย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดมันสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ   ไม่ควรสวมเครื่องประดับและติดเครื่องประดับที่ชุด ควรสวมสูทพอดี

ในขณะที่ผู้ที่ไปสมัครงานในตำแหย่งที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูงภาพถ่ายในลักษณะที่กล่าวมาอาจไม่สะท้อนตัวตนของคุณสามารถใช้ภาพที่ดูมีอิริยาบถที่ดูสบายๆได้ แต่ต้องไม่กาลเทศะและความเหมาะสม  คุณอาจใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ก็ได้ไม่ผิดอะไร แต่ต้องมองออกมาแล้วไม่ทำลายบุคลิกภาพที่ดี

2. เสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตรวจดูทรงผม

สุภาพบุรุษนั้นควรจัดการกับทรงผมให้มีความเรียบร้อยแม้จะมีการใส่แฟชั่นลงไปในทรงผมแต่ต้องมีขอบเขต ขอให้ออกมาในลุคที่คุณดูดีไม่ดูขรึมมากเกินไปจนดูผิดธรรมชาติ และอย่าลืมโกนหนวด โกนเคราให้เรียบร้อยด้วย

job-apply-photo

คุณผู้หญิงต้องขอเลยว่าอย่าถ่ายรูปสมัครงานด้วยทรงผมที่มีสีสันจัดจ้าน  ไฮไลท์ หนักๆ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้คุณดูดีในสายตากรรมการ แต่ก็ไม่ใช่จะต้องมาในลุคผมดำสนิทตัดผมตรงหรือรวบตึงเสมอไป ขอให้ออกมาแล้วเสริมบุคลิกให้คุณดูน่ามองจะดีกว่า  และในบางตำแหน่งงานที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงให้คุณต้องถ่ายภาพเกล้าผม ก็จงหลีกเลี่ยงจะดีกว่าเพราะมันดุขาดความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว และอย่าลืม ห้ามคาดผมหรือติดเครื่องประดับที่ผมโดยเด็ดขาด

3.อย่าได้ลืมใส่ใจกับผิวหน้า

คุณผู้ชายหลายคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้แต่ขอให้ใส่ใจเถอะเพราะการจะปล่อยหน้าที่มีสิว ผิวหยาบกร้านไปให้กรรมการเห็นคุณจากภาพแรกก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจจริงไหม อย่างน้อยควรให้ช่างภาพจัดการกับข้อบกพร่องเหล่านี้ของคุณสักหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่น่าห่วงในเรื่องนี้ ขอแค่อย่ามากไปแค่นั้นพอ และโทนการแต่งหน้าที่ไม่ควรเลยในการถ่ายภาพสมัครงานคือ ลุคหลากสีเป็นนกแก้ว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากแดง เพราะมันดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ โทนสีสุภาพเช่นสีน้ำตาลส้ม หรือ น้ำตาลชมพูทำให้คุณดูดีกว่ามาก

สุดท้ายจำไว้ว่าอย่าเอารูปชุดนักศึกษาไปสมัครงาน รูปชุดครุยก็จงเก็บไว้ภูมิใจที่บ้าน ส่วนภาพสติ๊กเกอร์หรือภาพถ่ายที่ปริ้นใส่กระดาษธรรมดาไม่ควรเอาใช้เด็ดขาด และควรถ่ายภาพโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงินจะดีที่สุด

จริงหรือไม่ที่ว่าสมัยนี้หางานยาก

งานสมัยนี้หายาก จะใช้จะจ่ายอะไรก็ต้องระวัง ต้องพิจารณาดีๆ เป็นคำพูดที่ได้ยินจนชินหูแล้วล่ะค่ะ ประโยคหลังนี่น่าจะต้องเห็นด้วยด้วยประการทั้งปวง แต่ที่ว่างานสมัยนี้หายาก ท่าทางจะไม่จริงค่ะ

เพราะหากลองพิจารณากันดีๆ แล้วยังมีแหล่งงาน บริษัทห้างร้าน อีกมากมาย ที่ยังต้องการแรงงาน นี่ยังไม่นับรวมงานอาชีพอิสระ (Free lance) และธุรกิจส่วนตัวอีกก็เพียบเลยล่ะค่ะ หากเรามีเป้าหมายในชีวิตซะอย่าง ไม่มีสมัยไหนที่งานจะหายากแน่นอนค่ะ

เปิดมุมมองใหม่ สร้างโอกาสให้ตัวเอง

สำหรับใครที่กำลังมองหางานทำ แล้วรู้สึกว่างานมันช่างหายากเสียจริง อาจจะต้องลองกลับมาทบทวนกันใหม่อีกนิดนึงค่ะว่า งานหายาก หรือตัวเราที่ยาก ยากในที่นี้หมายถึงยากที่จะหางานให้ถูกใจนะคะ

เพราะเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธค่ะว่าสมัยนี้เรามีความอดทนน้อยลง เพราะสิ่งต่างๆ เอื้ออำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น เช่น เทคโนโลยี  ระบบขนส่ง  ระบบโทรคมนาคม เราแทบไม่ต้องรออะไรอยากได้อะไรก็คลิกเดียวจบ สิ่งนี้ทำให้เราติดนิสัยเมื่อเข้าไปทำงานได้ไม่นาน และเมื่อมีสิ่งที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ เราก็ลาออกและหางานใหม่

 

หากพิจารณาดีๆ แล้ว สมัยนี้งานหาง่ายมากค่ะ มิเช่นนั้นแล้ว อัตราการลาออกในปัจจุบัน จะสูงกว่าสมัยก่อนได้อย่างไร เพราะคนเราเอะอะลาออกแล้วก็หางานใหม่

เอะอะอีกก็ลาออกอีกแล้วก็หางานใหม่ นั่นไม่ใช่เพราะงานหาง่ายหรืออย่างไร เพราะหากงานเป็นสิ่งที่หายากจริงแล้วล่ะก็คงไม่มีใครผลีผลามลาออกได้ง่ายๆ แน่นอนค่ะ

อาชีพอิสระ สร้างเจ้าของธุรกิจ

ดังนั้นแล้ว Confirm ว่าสมัยนี้งานหาได้ไม่ยากเลยค่ะ เราลองมาดูเพิ่มเติมอีกนิดในส่วนของอาชีพอิสระค่ะ หากเราลองเดินเข้าไปในออฟฟิศสักแห่งหนึ่ง แล้วสุ่มถามใครสักคนในนั้น เช่น พนักงานบริษัท เชื่อได้เลยว่า น้อยคนนักที่จะทำงานในบริษัทแห่งนั้นเพียงอย่างเดียว

เพราะอาชีพที่สามารถทำควบคู่กับงานประจำก็มีมากมายหลายหลาก เช่น ขายของออนไลน์ ซึ่งสมัยนี้เป็นที่นิยมกันมากค่ะ โดยเฉพาะสาวๆ วันรุ่น ดังที่จะเห็นใน Face book ค่ะว่า มีการ Live สด เพื่อนำเสนอสิ้นค้า หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า Live ขายของนั่นเองค่ะ

ส่วนมาก 100% จะเป็นการขายเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ หลายเจ้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และนี่ก็เป็นรูปแบบการนำเสนอสินค้าและการปล่อยของออกไปได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องสต๊อคของนานให้จมทุนอีกด้วยค่ะ

เห็นมั๊ยคะว่า หากเรามองหาและกล้าที่จะลงมือทำ เราทำได้มากกว่าหนึ่งอย่างเสมอ และงานก็หาง่ายมากค่ะ อยู่ที่เราเลือกหรือไม่เลือกนะคะ

งานราชการ กับงานเอกชน ต่างกันอย่างไร

ข้อมูลที่หลากหลายคงทำให้เราๆ สับสนน่าดูค่ะ ว่าระหว่างงานราชการ กับงานเอกชน เราจะเลือกข้างไหนดี แล้วสองงานนี้ต่างกันอย่างไร บ้างก็ว่างานราชการสิดี มั่นคง มีบำเหน็จบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลก็เบิกได้

ส่วนทางด้านคนไม่ชอบงานราชการ ก็บอกว่างานเอกชนสิดี มีโอกาสเปลี่ยนงานเพื่อปรับเพิ่มเงินเดือนได้เร็ว เงินเดือนสตาร์ทก็ได้เยอะกว่าราชการเป็นเท่าตัว และอีกต่างๆนานาจิตตังค่ะ อันนี้ต้องบอกว่าแล้วแต่ความชอบนะคะ  เอาเป็นว่าเรามาดูข้อแตกต่างระหว่างงานราชการกับงานเอกชนดีกว่าค่ะ

งานราชการ

เป็นงานที่มีความมั่นคงจริงค่ะ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดหลายคนจึงดั้นด้นสอบเข้ารับราชการครั้งแล้วครั้งเล่า บางคนพยายามสอบนับสิบครั้งสอบจนกว่าจะผ่านภาคต่างๆ ตามข้อกำหนด เมื่อสอบผ่านได้เข้ารับราชการแล้ว

แม้ว่าในตอนเริ่มต้น เงินเดือนจะน้อยนิด แต่ในการปรับเลื่อนตำแหน่งและเพิ่มเงินเดือนก็มีอยู่มากค่ะ แถมในส่วนของสวัสดิการการรักษาพยาบาล ก็ดึงดูดใจอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจะดูแลตัวเองได้แล้วยังครอบคลุมไปถึงบิดามารดาและบุตรด้วย เจ็บป่วยมาก็เอาใบเสร็จไปเบิกได้

และสิ่งที่ราชการมีให้พนักงานราชการคือ บำเหน็จบำนาญหลังจากเกษียณอายุค่ะ ข้อนี้เป็นสิ่งที่หลายคนคำนึงถึงและให้ความสำคัญมาก เพราะแน่นอนว่าทุกคนรู้ดีว่าพออายุมากขึ้น เราจะทำงานเหมือนสมัยหนุ่มสาวก็คงจะไม้ได้ ดังนั้นการมีเงินก้อนหรือเงินกินยาว อย่างบำเหน็จบำนาญ ก็สบายใจหายห่วงค่ะ

งานบริษัทเอกชน

เป็นงานที่มีความมั่นคงเช่นกันค่ะ ต้องวงเล็บว่า หากเราไม่เลือกงาน  ไม่เปลี่ยนงานบ่อยและเป็นพนักงานที่มีความสามารถ เราก็จะมั่นคงในที่แห่งนั้นค่ะ นอกจากนี้ เอกชนยังมีโอกาสสามารถเปลี่ยนงานได้เรื่อยๆ

แน่นอนค่ะการย้ายที่ทำงานไปสมัครงานบริษัทใหม่ เราสามารถ เรียกเงินเดือนได้เพิ่มอีกหลายสตางค์ และบางคนใช้การเปลี่ยนงานในแต่ละครั้งเพื่อเพิ่มเงินเดือน ซึ่งก็มีข้อเสียนะคะเพราะบางบริษัทจะมองว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนงานบ่อย และหากเรารับคุณเข้าทำงาน คุณจะอยู่กับเรากี่ปี ถูกต้องค่ะ

การเปลี่ยนงานบ่อยก็มีข้อเสียคือ บริษัทจะลดความเชื่อมั่นเรื่องระยะเวลาการทำงานของคุณลง ซึ่งเท่ากับว่าโอกาสในการพิจารณารับคุณเข้าทำงานมีน้อยลงตามไปด้วยค่ะ ทางที่ดีหากจะเปลี่ยนงานก็เอาแต่พอประมาณสองสามปีเปลี่ยนครั้งนึง

ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนทุกปีนะคะ ไม่เช่นนั้นแล้วโดน Black list แน่นอน นอกจากนี้งานเอกชนยังมีสวัสดิการการท่องเที่ยวอีกด้วยค่ะ ซึ่งสิ่งนี้ในส่วนราชการไม่มีเรื่องของการท่องเที่ยวค่ะ

กรอกเงินเดือนเท่าไหร่ดี อย่างไร ในใบสมัครงาน

คำถามนี้เป็นคำถามที่ต้องติดอยู่ในใจหลายๆ คนแน่นอนค่ะ แม้ว่าจะเป็นการสมัครงานครั้งแรก หรือครั้งที่สิบก็ตาม อาจจะต่างกันตรงที่ การสมัครงานครั้งที่สิบก็จะเริ่มรู้งานว่าควรเขียนเท่าไหร่ และมีความมั่นใจมากกว่านิดหน่อยเนาะ  

ปัจจัยประเมินอัตราเงินเดือน

อันแรกเลยค่ะ อยากบอกอย่างนี้ว่าเรื่องเงินเดือนเป็นเรื่อง Sensitive สำหรับผู้จ้างงานเช่นกันค่ะ ดังนั้นแน่นอนว่า คนจ้างงานก็อยากได้คนดี คนเก่ง มีความสามารถมาร่วมงาน และถ้าเป็นไปได้ เรียกเงินเดือนน้อย โอกาสจ้างงานก็สูง แต่ไม่ได้หมายความว่า ให้เราเรียกเงินเดือนน้อยต่ำเตี้ยเรี่ยดินนะคะ เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราเองคงจะอยู่ไม่รอดเป็นแน่ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้

เช่นเดียวกันค่ะ ทางด้านคนหางานเองก็อยากได้เงินเดือนสูงๆ เท่าที่จะสามารถเป็นไปได้  เหตุนี้คนจ้างงานและคนหางานก็ไม่เจอกันสักที ขอแนะนำว่าในการสมัครงานครั้งแรกเลย เป็นไปได้ยากค่ะที่เราจะได้รับเงินเดือนสูง ยกเว้นว่าตำแหน่งงานนั้นเป็นตำแหน่งงาน Special กล่าวคือเป็นตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความสามารถทางด้านเทคนิค และเป็นตำแหน่งงานหายาก ซึ่งถ้าเราอยู่ในจุดที่ว่านี้

 

 

แม้เป็นน้องใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ บริษัทก็อาจจะพิจารณาการจ้างงานค่ะ แต่หากเราอยู่ในจุดของเจ้าหน้าที่ทั่วไป ตำแหน่งงานไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษอันใด การกรอกเงินเดือนในใบสมัครก็ต้องเบาๆ กันนิสนึงเนาะ อย่าออกตัวแรงเป็นดีที่สุดค่ะ เพราะ ๆๆๆๆ ในการที่ก่อนที่เค้าจะมีการเรียกเรามาสัมภาษณ์

พิจารณาเงินเดือน

สิ่งที่ HR จะพิจารณาก่อนเลย คือ มุมขวาบนของใบสมัครค่ะ นั่นก็คือ ช่องกรอกเงินเดือนที่เราต้องการ เช่น ในตำแหน่งงานที่เราสมัคร บริษัทสามารถจ้างได้ที่ 15,000 บาท แต่เรากรอกไปที่ 35,000 บาท นั่นเป็นจำนวนที่เราอยากได้ค่ะ แต่ HR ดึงใบสมัครเราทิ้งแน่นอน เพราะมันเกินกำลังการจ้างไปมาก หากกรอกไปที่ 18,000 บาท อันนี้มีสิทธิลุ้นค่ะ เพราะเกินไปนิดหน่อย พอรับได้ หรือง่ายในการต่อรอง

คำแนะนำการกรอกตัวเลขลงไปในใบสมัคร

เพราะฉะนั้น ข้อแนะนำในการกรอกตัวเลขลงไปในใบสมัคร เราไม่ควรกรอกตัวเลขเดี่ยวๆ นะคะ ควรกรอกเป็นช่วงเงินเดือนที่ต้องการค่ะ คือ ต่ำสุดที่เรารับได้ ถึง สูงกว่าตัวเลขต่ำสุดบวกลบ 3,000 – 5,000 บาทค่ะ เช่น  18,000 – 23,000 บาท

การกรอกตัวเลขต่ำสุดที่รับได้  หรือกรอกตัวเลขเป็นช่วงเงินเดือนแบบนี้ การันตีเลยว่า น้อยนักที่คนสัมภาษณ์จะต่อรองลดราคาเราค่ะ เพราะเราแสดงตัวเลขต่ำสุดที่รับได้ไปแล้ว หรือหากต่อรอง ก็ลดลงจากนี้ไม่มาก  เพราะ HR จะเห็นตัวเลขตั้งแต่แรกแล้วว่า กรอกมา 18,000 – 23,000 บาท เป็นช่วงเงินเดือนที่ OK จ้างไหว จึงได้เรียกเราเข้ารับการสัมภาษณ์จ้า

รูปถ่าย สำคัญแค่ไหนในการสมัครงาน

รูปถ่ายนั้น สำคัญไฉน ใช้รูปถ่ายเซลฟี่ ได้หรือไม่จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายทางการ หน้าตรงทรงผมเรียบร้อย เท่านั้นหรือ  ค่ะ เราเชื่อว่าคุณมีคำถามเหล่านี้ในใจ เอาเป็นว่าเคลียร์คัตกันไปแต่ละประเด็นค่ะ

รูปถ่ายนั้น สำคัญไฉน

              สำคัญมากค่ะ เพราะ รูปถ่ายใบเล็กจิ๋วนี้ จะแสดงถึงความใส่ใจ และความพยายามในการสมัครงานค่ะ แน่นอนว่าในการสมัครงานหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง หรือกี่ครั้งก็แล้วแต่ ที่เราต้องดั้นด้นไปถ่ายรูปและรอรูปเพื่อเอามาแปะในใบสมัคร

หรือแม้กระทั้งการสมัครงานใน Job ทั้งหลายในเวปไซต์ ซึ่งคิดดูค่ะว่ากำลังสมัครจะเสร็จอยู่แล้ว  อ้าวไม่มีรูปที่เป็นทางการ มีแต่รูปถ่ายเล่นๆ ทั้งนั้นเลย ใครบ้างที่จะหยุดการสมัคร แล้วออกไปถ่ายรูปแล้วเอารูปมาแปะอีกที ช่างเป็นกระบวนการที่น่าลำใยเสียนี่กระไร หากคิดเช่นนั้นแล้ว หลายคนก็จะเลือกเอารูปที่มีอยู่ถ่ายเล่นๆ อะไรก็ได้ เอามาแปะ และเชื่อเถอะค่ะว่า HR ผู้คัดกรองใบสมัคร เปิดข้ามใบสมัครของเราไปแน่นอน เพราะรูปถ่ายใบเล็กนี้ แสดงถึงความใส่ใจ ในเรื่องเล็กน้อยอย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นค่ะ

ใช้รูปถ่ายเซลฟี่ ได้หรือไม่

ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะการใช้รูปเซลฟี่ นับเป็นการแสดงถึงความเป็นเด็กน้อยของเราโดยแท้ และรวมถึงการไม่รู้จักกาลเทศะเป็นอย่างยิ่งในสายตา HR ผู้คัดกรองใบสมัครค่ะ และผลที่ตามมาคือ HR จะเปิดข้ามใบสมัครของเราไปแน่นอนอีกเช่นกัน  สรุปง่ายๆ ว่า การสมัครงานเป็นเรื่องที่เป็นทางการค่ะ ฉะนั้นจะใช้รูปที่ไม่เป็นทางการอย่างรูปเซลฟี่ได้อย่างไร ขอให้ลบความคิดที่จะใช้รูปถ่ายเล่นๆ ไปได้เลยค่ะ

จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายทางการ หน้าตรงทรงผมเรียบร้อย เท่านั้นหรือ  

              คำตอบคือ จำเป็นมากถึงมากที่สุดค่ะ เหตุผล ขอให้กลับไปดูสองข้อแรกด้านบนเจ้าค่ะ รูปถ่ายถือเป็นตัวแทนของเราค่ะ ในการที่แนะนำตัวเรา หน้าตาเรา บุคลิกเราให้ HR ได้รู้จักตั้งแต่อยู่ในใบสมัคร ดังนั้น รูปถ่ายคือตัวแทนของเรา คือ First Impression ที่จะสร้างความประทับใจให้  HR และใบสมัครของเราจะได้เข้าไปอยู่ในกองใบสมัครที่จะทำการนัดสัมภาษณ์งานต่อไป แน่นอน

 

ในการถ่ายรูปเพื่อการสมัครงาน และจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อยนะคะ ใครที่คิดว่า ถ่ายรูปเฉยๆ ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าก็ได้ ขอฝากความหวังไว้ที่ร้านถ่ายรูป ก็ขอบอกว่าคุณคิดผิดถนัดค่ะ ขอให้ลบความคิดนี้ไปเสีย และชุดที่ใช้จะเป็นชุดคลุยส์ของบัณฑิต หรือเป็นเสื้อเชิ้ตสวมสูทเรียบร้อยก็ได้ค่ะ