จริงหรือไม่ที่ว่าสมัยนี้หางานยาก

งานสมัยนี้หายาก จะใช้จะจ่ายอะไรก็ต้องระวัง ต้องพิจารณาดีๆ เป็นคำพูดที่ได้ยินจนชินหูแล้วล่ะค่ะ ประโยคหลังนี่น่าจะต้องเห็นด้วยด้วยประการทั้งปวง แต่ที่ว่างานสมัยนี้หายาก ท่าทางจะไม่จริงค่ะ

เพราะหากลองพิจารณากันดีๆ แล้วยังมีแหล่งงาน บริษัทห้างร้าน อีกมากมาย ที่ยังต้องการแรงงาน นี่ยังไม่นับรวมงานอาชีพอิสระ (Free lance) และธุรกิจส่วนตัวอีกก็เพียบเลยล่ะค่ะ หากเรามีเป้าหมายในชีวิตซะอย่าง ไม่มีสมัยไหนที่งานจะหายากแน่นอนค่ะ

เปิดมุมมองใหม่ สร้างโอกาสให้ตัวเอง

สำหรับใครที่กำลังมองหางานทำ แล้วรู้สึกว่างานมันช่างหายากเสียจริง อาจจะต้องลองกลับมาทบทวนกันใหม่อีกนิดนึงค่ะว่า งานหายาก หรือตัวเราที่ยาก ยากในที่นี้หมายถึงยากที่จะหางานให้ถูกใจนะคะ

เพราะเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธค่ะว่าสมัยนี้เรามีความอดทนน้อยลง เพราะสิ่งต่างๆ เอื้ออำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น เช่น เทคโนโลยี  ระบบขนส่ง  ระบบโทรคมนาคม เราแทบไม่ต้องรออะไรอยากได้อะไรก็คลิกเดียวจบ สิ่งนี้ทำให้เราติดนิสัยเมื่อเข้าไปทำงานได้ไม่นาน และเมื่อมีสิ่งที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ เราก็ลาออกและหางานใหม่

 

หากพิจารณาดีๆ แล้ว สมัยนี้งานหาง่ายมากค่ะ มิเช่นนั้นแล้ว อัตราการลาออกในปัจจุบัน จะสูงกว่าสมัยก่อนได้อย่างไร เพราะคนเราเอะอะลาออกแล้วก็หางานใหม่

เอะอะอีกก็ลาออกอีกแล้วก็หางานใหม่ นั่นไม่ใช่เพราะงานหาง่ายหรืออย่างไร เพราะหากงานเป็นสิ่งที่หายากจริงแล้วล่ะก็คงไม่มีใครผลีผลามลาออกได้ง่ายๆ แน่นอนค่ะ

อาชีพอิสระ สร้างเจ้าของธุรกิจ

ดังนั้นแล้ว Confirm ว่าสมัยนี้งานหาได้ไม่ยากเลยค่ะ เราลองมาดูเพิ่มเติมอีกนิดในส่วนของอาชีพอิสระค่ะ หากเราลองเดินเข้าไปในออฟฟิศสักแห่งหนึ่ง แล้วสุ่มถามใครสักคนในนั้น เช่น พนักงานบริษัท เชื่อได้เลยว่า น้อยคนนักที่จะทำงานในบริษัทแห่งนั้นเพียงอย่างเดียว

เพราะอาชีพที่สามารถทำควบคู่กับงานประจำก็มีมากมายหลายหลาก เช่น ขายของออนไลน์ ซึ่งสมัยนี้เป็นที่นิยมกันมากค่ะ โดยเฉพาะสาวๆ วันรุ่น ดังที่จะเห็นใน Face book ค่ะว่า มีการ Live สด เพื่อนำเสนอสิ้นค้า หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า Live ขายของนั่นเองค่ะ

ส่วนมาก 100% จะเป็นการขายเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ หลายเจ้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และนี่ก็เป็นรูปแบบการนำเสนอสินค้าและการปล่อยของออกไปได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องสต๊อคของนานให้จมทุนอีกด้วยค่ะ

เห็นมั๊ยคะว่า หากเรามองหาและกล้าที่จะลงมือทำ เราทำได้มากกว่าหนึ่งอย่างเสมอ และงานก็หาง่ายมากค่ะ อยู่ที่เราเลือกหรือไม่เลือกนะคะ

งานราชการ กับงานเอกชน ต่างกันอย่างไร

ข้อมูลที่หลากหลายคงทำให้เราๆ สับสนน่าดูค่ะ ว่าระหว่างงานราชการ กับงานเอกชน เราจะเลือกข้างไหนดี แล้วสองงานนี้ต่างกันอย่างไร บ้างก็ว่างานราชการสิดี มั่นคง มีบำเหน็จบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลก็เบิกได้

ส่วนทางด้านคนไม่ชอบงานราชการ ก็บอกว่างานเอกชนสิดี มีโอกาสเปลี่ยนงานเพื่อปรับเพิ่มเงินเดือนได้เร็ว เงินเดือนสตาร์ทก็ได้เยอะกว่าราชการเป็นเท่าตัว และอีกต่างๆนานาจิตตังค่ะ อันนี้ต้องบอกว่าแล้วแต่ความชอบนะคะ  เอาเป็นว่าเรามาดูข้อแตกต่างระหว่างงานราชการกับงานเอกชนดีกว่าค่ะ

งานราชการ

เป็นงานที่มีความมั่นคงจริงค่ะ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดหลายคนจึงดั้นด้นสอบเข้ารับราชการครั้งแล้วครั้งเล่า บางคนพยายามสอบนับสิบครั้งสอบจนกว่าจะผ่านภาคต่างๆ ตามข้อกำหนด เมื่อสอบผ่านได้เข้ารับราชการแล้ว

แม้ว่าในตอนเริ่มต้น เงินเดือนจะน้อยนิด แต่ในการปรับเลื่อนตำแหน่งและเพิ่มเงินเดือนก็มีอยู่มากค่ะ แถมในส่วนของสวัสดิการการรักษาพยาบาล ก็ดึงดูดใจอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจะดูแลตัวเองได้แล้วยังครอบคลุมไปถึงบิดามารดาและบุตรด้วย เจ็บป่วยมาก็เอาใบเสร็จไปเบิกได้

และสิ่งที่ราชการมีให้พนักงานราชการคือ บำเหน็จบำนาญหลังจากเกษียณอายุค่ะ ข้อนี้เป็นสิ่งที่หลายคนคำนึงถึงและให้ความสำคัญมาก เพราะแน่นอนว่าทุกคนรู้ดีว่าพออายุมากขึ้น เราจะทำงานเหมือนสมัยหนุ่มสาวก็คงจะไม้ได้ ดังนั้นการมีเงินก้อนหรือเงินกินยาว อย่างบำเหน็จบำนาญ ก็สบายใจหายห่วงค่ะ

งานบริษัทเอกชน

เป็นงานที่มีความมั่นคงเช่นกันค่ะ ต้องวงเล็บว่า หากเราไม่เลือกงาน  ไม่เปลี่ยนงานบ่อยและเป็นพนักงานที่มีความสามารถ เราก็จะมั่นคงในที่แห่งนั้นค่ะ นอกจากนี้ เอกชนยังมีโอกาสสามารถเปลี่ยนงานได้เรื่อยๆ

แน่นอนค่ะการย้ายที่ทำงานไปสมัครงานบริษัทใหม่ เราสามารถ เรียกเงินเดือนได้เพิ่มอีกหลายสตางค์ และบางคนใช้การเปลี่ยนงานในแต่ละครั้งเพื่อเพิ่มเงินเดือน ซึ่งก็มีข้อเสียนะคะเพราะบางบริษัทจะมองว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนงานบ่อย และหากเรารับคุณเข้าทำงาน คุณจะอยู่กับเรากี่ปี ถูกต้องค่ะ

การเปลี่ยนงานบ่อยก็มีข้อเสียคือ บริษัทจะลดความเชื่อมั่นเรื่องระยะเวลาการทำงานของคุณลง ซึ่งเท่ากับว่าโอกาสในการพิจารณารับคุณเข้าทำงานมีน้อยลงตามไปด้วยค่ะ ทางที่ดีหากจะเปลี่ยนงานก็เอาแต่พอประมาณสองสามปีเปลี่ยนครั้งนึง

ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนทุกปีนะคะ ไม่เช่นนั้นแล้วโดน Black list แน่นอน นอกจากนี้งานเอกชนยังมีสวัสดิการการท่องเที่ยวอีกด้วยค่ะ ซึ่งสิ่งนี้ในส่วนราชการไม่มีเรื่องของการท่องเที่ยวค่ะ

กรอกเงินเดือนเท่าไหร่ดี อย่างไร ในใบสมัครงาน

คำถามนี้เป็นคำถามที่ต้องติดอยู่ในใจหลายๆ คนแน่นอนค่ะ แม้ว่าจะเป็นการสมัครงานครั้งแรก หรือครั้งที่สิบก็ตาม อาจจะต่างกันตรงที่ การสมัครงานครั้งที่สิบก็จะเริ่มรู้งานว่าควรเขียนเท่าไหร่ และมีความมั่นใจมากกว่านิดหน่อยเนาะ  

ปัจจัยประเมินอัตราเงินเดือน

อันแรกเลยค่ะ อยากบอกอย่างนี้ว่าเรื่องเงินเดือนเป็นเรื่อง Sensitive สำหรับผู้จ้างงานเช่นกันค่ะ ดังนั้นแน่นอนว่า คนจ้างงานก็อยากได้คนดี คนเก่ง มีความสามารถมาร่วมงาน และถ้าเป็นไปได้ เรียกเงินเดือนน้อย โอกาสจ้างงานก็สูง แต่ไม่ได้หมายความว่า ให้เราเรียกเงินเดือนน้อยต่ำเตี้ยเรี่ยดินนะคะ เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราเองคงจะอยู่ไม่รอดเป็นแน่ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้

เช่นเดียวกันค่ะ ทางด้านคนหางานเองก็อยากได้เงินเดือนสูงๆ เท่าที่จะสามารถเป็นไปได้  เหตุนี้คนจ้างงานและคนหางานก็ไม่เจอกันสักที ขอแนะนำว่าในการสมัครงานครั้งแรกเลย เป็นไปได้ยากค่ะที่เราจะได้รับเงินเดือนสูง ยกเว้นว่าตำแหน่งงานนั้นเป็นตำแหน่งงาน Special กล่าวคือเป็นตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความสามารถทางด้านเทคนิค และเป็นตำแหน่งงานหายาก ซึ่งถ้าเราอยู่ในจุดที่ว่านี้

 

 

แม้เป็นน้องใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ บริษัทก็อาจจะพิจารณาการจ้างงานค่ะ แต่หากเราอยู่ในจุดของเจ้าหน้าที่ทั่วไป ตำแหน่งงานไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษอันใด การกรอกเงินเดือนในใบสมัครก็ต้องเบาๆ กันนิสนึงเนาะ อย่าออกตัวแรงเป็นดีที่สุดค่ะ เพราะ ๆๆๆๆ ในการที่ก่อนที่เค้าจะมีการเรียกเรามาสัมภาษณ์

พิจารณาเงินเดือน

สิ่งที่ HR จะพิจารณาก่อนเลย คือ มุมขวาบนของใบสมัครค่ะ นั่นก็คือ ช่องกรอกเงินเดือนที่เราต้องการ เช่น ในตำแหน่งงานที่เราสมัคร บริษัทสามารถจ้างได้ที่ 15,000 บาท แต่เรากรอกไปที่ 35,000 บาท นั่นเป็นจำนวนที่เราอยากได้ค่ะ แต่ HR ดึงใบสมัครเราทิ้งแน่นอน เพราะมันเกินกำลังการจ้างไปมาก หากกรอกไปที่ 18,000 บาท อันนี้มีสิทธิลุ้นค่ะ เพราะเกินไปนิดหน่อย พอรับได้ หรือง่ายในการต่อรอง

คำแนะนำการกรอกตัวเลขลงไปในใบสมัคร

เพราะฉะนั้น ข้อแนะนำในการกรอกตัวเลขลงไปในใบสมัคร เราไม่ควรกรอกตัวเลขเดี่ยวๆ นะคะ ควรกรอกเป็นช่วงเงินเดือนที่ต้องการค่ะ คือ ต่ำสุดที่เรารับได้ ถึง สูงกว่าตัวเลขต่ำสุดบวกลบ 3,000 – 5,000 บาทค่ะ เช่น  18,000 – 23,000 บาท

การกรอกตัวเลขต่ำสุดที่รับได้  หรือกรอกตัวเลขเป็นช่วงเงินเดือนแบบนี้ การันตีเลยว่า น้อยนักที่คนสัมภาษณ์จะต่อรองลดราคาเราค่ะ เพราะเราแสดงตัวเลขต่ำสุดที่รับได้ไปแล้ว หรือหากต่อรอง ก็ลดลงจากนี้ไม่มาก  เพราะ HR จะเห็นตัวเลขตั้งแต่แรกแล้วว่า กรอกมา 18,000 – 23,000 บาท เป็นช่วงเงินเดือนที่ OK จ้างไหว จึงได้เรียกเราเข้ารับการสัมภาษณ์จ้า

รูปถ่าย สำคัญแค่ไหนในการสมัครงาน

รูปถ่ายนั้น สำคัญไฉน ใช้รูปถ่ายเซลฟี่ ได้หรือไม่จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายทางการ หน้าตรงทรงผมเรียบร้อย เท่านั้นหรือ  ค่ะ เราเชื่อว่าคุณมีคำถามเหล่านี้ในใจ เอาเป็นว่าเคลียร์คัตกันไปแต่ละประเด็นค่ะ

รูปถ่ายนั้น สำคัญไฉน

              สำคัญมากค่ะ เพราะ รูปถ่ายใบเล็กจิ๋วนี้ จะแสดงถึงความใส่ใจ และความพยายามในการสมัครงานค่ะ แน่นอนว่าในการสมัครงานหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง หรือกี่ครั้งก็แล้วแต่ ที่เราต้องดั้นด้นไปถ่ายรูปและรอรูปเพื่อเอามาแปะในใบสมัคร

หรือแม้กระทั้งการสมัครงานใน Job ทั้งหลายในเวปไซต์ ซึ่งคิดดูค่ะว่ากำลังสมัครจะเสร็จอยู่แล้ว  อ้าวไม่มีรูปที่เป็นทางการ มีแต่รูปถ่ายเล่นๆ ทั้งนั้นเลย ใครบ้างที่จะหยุดการสมัคร แล้วออกไปถ่ายรูปแล้วเอารูปมาแปะอีกที ช่างเป็นกระบวนการที่น่าลำใยเสียนี่กระไร หากคิดเช่นนั้นแล้ว หลายคนก็จะเลือกเอารูปที่มีอยู่ถ่ายเล่นๆ อะไรก็ได้ เอามาแปะ และเชื่อเถอะค่ะว่า HR ผู้คัดกรองใบสมัคร เปิดข้ามใบสมัครของเราไปแน่นอน เพราะรูปถ่ายใบเล็กนี้ แสดงถึงความใส่ใจ ในเรื่องเล็กน้อยอย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นค่ะ

ใช้รูปถ่ายเซลฟี่ ได้หรือไม่

ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะการใช้รูปเซลฟี่ นับเป็นการแสดงถึงความเป็นเด็กน้อยของเราโดยแท้ และรวมถึงการไม่รู้จักกาลเทศะเป็นอย่างยิ่งในสายตา HR ผู้คัดกรองใบสมัครค่ะ และผลที่ตามมาคือ HR จะเปิดข้ามใบสมัครของเราไปแน่นอนอีกเช่นกัน  สรุปง่ายๆ ว่า การสมัครงานเป็นเรื่องที่เป็นทางการค่ะ ฉะนั้นจะใช้รูปที่ไม่เป็นทางการอย่างรูปเซลฟี่ได้อย่างไร ขอให้ลบความคิดที่จะใช้รูปถ่ายเล่นๆ ไปได้เลยค่ะ

จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายทางการ หน้าตรงทรงผมเรียบร้อย เท่านั้นหรือ  

              คำตอบคือ จำเป็นมากถึงมากที่สุดค่ะ เหตุผล ขอให้กลับไปดูสองข้อแรกด้านบนเจ้าค่ะ รูปถ่ายถือเป็นตัวแทนของเราค่ะ ในการที่แนะนำตัวเรา หน้าตาเรา บุคลิกเราให้ HR ได้รู้จักตั้งแต่อยู่ในใบสมัคร ดังนั้น รูปถ่ายคือตัวแทนของเรา คือ First Impression ที่จะสร้างความประทับใจให้  HR และใบสมัครของเราจะได้เข้าไปอยู่ในกองใบสมัครที่จะทำการนัดสัมภาษณ์งานต่อไป แน่นอน

 

ในการถ่ายรูปเพื่อการสมัครงาน และจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อยนะคะ ใครที่คิดว่า ถ่ายรูปเฉยๆ ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าก็ได้ ขอฝากความหวังไว้ที่ร้านถ่ายรูป ก็ขอบอกว่าคุณคิดผิดถนัดค่ะ ขอให้ลบความคิดนี้ไปเสีย และชุดที่ใช้จะเป็นชุดคลุยส์ของบัณฑิต หรือเป็นเสื้อเชิ้ตสวมสูทเรียบร้อยก็ได้ค่ะ

คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

นับเป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเต้นตุบๆ ทุกครั้งที่จะหางานทำเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะเรามักจะกลัวคำถาม และกลัวการตอบคำถามของเราค่ะ วันนี้เราจึงมีตัวอย่างคำถามที่ต้องเจอแน่นอนมาฝากกันค่ะ

              1.) ขอให้คุณเล่าเรื่องของคุณสั้นๆ

เปิดคำถามมาก็มักจะกว้างเป็นแม่น้ำอย่างนี้ล่ะค่ะ คำถามนี้เจอแน่นอนและมักจะเป็นคำถามแรกเสมอ หากเจอสถานการณ์นี้เข้าไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติค่ะใจเย็นๆ ห้ามลนลาน แม้ในใจของคุณไม่รู้จะเริ่มเล่าเรื่องของคุณตั้งแต่ช่วงไหนดี  เอาง่ายๆ แบบนี้ว่า ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลค่ะ เริ่มแค่จากสมัยเรียนปริญญาตรีก็พอจ้า  เพื่อให้เขาได้รู้จักตัวเรามากขึ้นจากใบสมัครค่ะ และหากคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างแล้ว ก็เล่าถึงที่ทำงานในปีแรกจนถึงล่าสุด เพียงแค่บอกชื่อที่ทำงานและตำแหน่งงานก็พอนะคะ ที่เหลือเดี๋ยวกรรมการเค้าจะถามต่อเองจ้า

คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

              2.) เพราะอะไร คุณถึงอยากร่วมงานกับเรา

เอาล่ะสิคะ คำถามยากแฮะ เป็นคำถามวัดปฏิภาณไหวพริบทีเดียวค่ะ เพราะนี่ไม่ได้มีคำตอบตายตัวนะคะ ความเป็นตัวเราล้วนๆ เลย ที่จะช่วยให้ผ่านด่านนี้ไปได้  แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สิ่งที่เราแนะนำคือ ก่อนมาสัมภาษณ์คุณควรเข้าเวปบริษัทและอ่านข้อมูลมาโดยละเอียดค่ะ เมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป ก็งัดมันออกมาตอบได้เลย เช่น เพราะความมั่นคงของบริษัทซึ่งก่อตั้งมาแล้วกว่า 50 ปี (บลาๆๆๆๆ ก็ว่าไป) หรือ ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ว่า (จุดๆๆๆๆๆ อะไรก็ว่าไปค่ะ) เท่านี้ก็ได้ใจกรรมการเพิ่มแล้วจ้า

              3.) หากได้ร่วมงานกับเรา คุณจะพัฒนางานของคุณอย่างไร

คำถามนี้หินไม่แพ้กันค่ะ อันนี้ขอแนะนำว่าให้ซ้อมตอบมาเลยนะคะ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่เราเดินไปสมัครค่ะ เพราะหากไม่ซ้อมรับรองว่าหน้างานมีการเอิ๊กอั๊กเลิกลั๊กให้เสียคะแนนแน่นอน

              4.) สะดวกในการเดินทางมาทำงานหรือไม่

คำถามนี้เหมือนจะตอบง่ายค่ะ แต่ห้ามตอบส่งๆ ไปเพียงเพราะอยากได้งานนะคะ เพราะกรรมการจะพิจารณาตั้งแต่เห็นที่อยู่เราจากในใบสมัครแล้วค่ะ ว่า โอ้โห!!! ที่บ้านกับที่ทำงาน อยู่กันคนละซีกโลกเลยนี่ หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาที่กรรมการจะตั้งคำถามค่ะ หากเราตอบว่าได้ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง กรรมการก็จะมี Question ในใจนิดหน่อยแต่ไม่ได้คะแนนเพิ่มนะคะ แต่หากตอบว่า ถ้าได้งานก็จะหาที่พักใกล้ที่ทำงาน อันนี้มีเปอร์เซ็นต์สูงในการผ่านการพิจารณาค่ะ

              5.) คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

นี่เป็นคำถามชี้ชะตา ว่าเราจะได้ร่วมงานหรือไม่นะคะ อุตส่าห์ตอบมาดีทั้งหมด หลายคนตกม้าตายตอนนี้ คือเรียกเงินเดือนสูงไปก็ไม่รอดนะคะ

เตรียมตัวสอบสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ

ในการสอบสัมภาษณ์งาน สิ่งที่เราตื่นเต้นที่สุดก็ช่วงการสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษนั่นล่ะค่ะ พลางก็คิดในใจว่าอย่าว่าแต่ภาษาอังกฤษเลย ภาษาไทยก็เอาตัวรอดให้ได้ก่อนมั๊ย อะไรเทือกนี้ แต่ก็ได้แค่คิดเนาะ ตื่นมาเจอโลกแห่งความจริงกันดีกว่าค่ะ เมื่อต้องสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ เราต้องเตรียมตัวอย่างไร คำถามใดบ้างที่กรรมการจะถามในห้องสัมภาษณ์ วันนี้เรามีตัวอย่างคำถามที่เจอแน่นอนมาฝากกันให้เตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์ มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ

1.) “Could you please introduce yourself a bit? หรือ Tell me a bit about yourself”

นี่คือประโยคคำถามแรกที่จะได้ยินอย่างแน่นอนค่ะ คำถามปลายเปิดที่เค้าให้เราแนะนำตัวเองสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษ สิ่งที่ต้องเตรียมแน่นอนแล้วก็คือ เตรียมตัวเองค่ะ โดยการซ้อมๆๆๆ และก็ซ้อมค่ะ ซ้อมแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ และเมื่อซ้อมมาดีแล้ว มาถึงห้องสัมภาษณ์ก็ทำใจร่มๆ ค่ะ เวลาตอบไม่ต้องกังวลกับความถูกต้อง 100% เพราะไม่มีอะไรที่เพอร์เฟ็ค ขอให้ทำเต็มที่ที่เรามั่นใจก็พอแล้วค่ะ

2.) คำถามที่ 2 คือ Education, internship and experiences in university

มาแน่นอนกับการให้พูดถึงประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยค่ะ อันนี้ก็ควรลิสไว้เลยว่าจะพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง เวลาอยู่ในห้องสัมภาษณ์ จะได้ไม่ลนตอบนอกประเด็นออกทะเลไปไกล หรือไม่ก็เงียบกริบ ไม่รู้จะเริ่มหรือจะตอบอะไรดี การตอบคำถามนี้แนะนำว่าลองหาไกด์ไลน์จากเรซูเม่ที่เป็นภาษาอังกฤษค่ะ แล้วเอามาปรับใช้ให้เป็นข้อมูลของเรา เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ

3.) Professional experiences

คำถามนี้ให้เล่าถึงประสบการณ์ในการฝึกงานหรือการทำงานของเราค่ะ หากเป็นน้องใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานก็เล่าถึงการฝึกงานในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เราจะต้องออกฝึกงานกันอยู่แล้วนั่นล่ะค่ะ เอามาใช้ได้เลย ส่วนคนที่เคยทำงานมาโชกโชนแล้ว พอจะมีประวัติการทำงานที่นึงหรือสองที่ก็ยกมาเล่าในแต่ละที่ได้เลยค่ะ

สังเกตว่าคำถามในการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษก็ล้อมาจากการสัมภาษณ์ภาษาไทยเลยนะคะ ฉะนั้นเราก็พอจะเดาคำถามและเตรียมตัวได้ไม่ยากค่ะ และประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหากันเยอะคือ ฟังคำถามเข้าใจ แต่เราไม่รู้จะตอบว่าอะไร นี่คือปัญหาโลกแตกค่ะ ฉะนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการจำลองสถาณการณ์แล้วก็ซ้อมๆๆๆ ค่ะ การฝึกคิดเป็นภาษาอังกฤษก็จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากอาการอ้ำๆ อึ้งๆ เมื่อเจอคำถามได้เช่นกัน นอกจากนี้จะมีคำถามอื่นๆ ซึ่งเป็นคำถามทั่วๆ ไป เช่น ให้บอกข้อดี ข้อเสียของตนเอง , ให้พูดถึงงานอดิเรกที่ชอบทำ และ เพราะเหตุใดคุณจึงอยากร่วมงานกับเรา คำถามเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องเจอเช่นกันค่ะ

ประสบการณ์ทำงานไม่มี จะสมัครงานได้ไหม

เป็นคำถามง่ายๆ แต่ทำให้หลายคนกังวลใจจนนอนไม่หลับเลยทีเดียวค่ะ เมื่อเกิดคำถามนี้ในใจ ให้คิดไว้เสมอค่ะ ว่าทุกคนย่อมมีการเริ่มต้น หากไม่นับหนึ่งแล้วจะเดินขึ้นไปสองได้อย่างไร จริงมั๊ยคะ ฉะนั้นแล้วถึงไม่มีประสบการณ์ก็สามารถสมัครงานได้แน่นอนค่ะ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องนึงก่อนค่ะว่า ในยุคปัจจุบันการแข่งขันสูงขึ้น เศรษฐกิจมีผลต่อผลกำไรของบริษัท นั่นหมายความว่ากำไรน้อยความสามารถในการจ้างคนที่ประสบการณ์ทำงานสูงย่อมน้อยตามไปด้วยค่ะ เพราะการจ้างงานต้องจ่ายเงินเดือนตามประสบการณ์ทำงาน ยิ่งประสบการณ์มาก ห้าปี สิบปี ยิ่งต้องจ้างแพงตามลำดับ หลายบริษัทจึงหันมาจ้างเด็กใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน เพราะนอกจากจะประหยัดงบได้แล้วเด็กใหม่ยังมีไฟในการทำงานสูงอีกด้วยค่ะ ที่เหลือก็ฝากความหวังไว้ที่รุ่นพี่ที่จะทำการสอนงานให้น้องใหม่ไปได้ถึงฝั่งฝัน

ประสบการณ์ทำงานไม่มี จะสมัครงานได้ไหม

 

นอกจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานนั้นๆ ค่ะ ว่าต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานหรือไม่ หากต้องการ ต้องการกี่ปี หากเราอยู่ในข่ายคุณสมบัติที่บริษัทต้องการ ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ พกความมั่นใจไปพร้อมกับเรซูเม่ได้เลย และหากบริษัทไหนที่ต้องการเด็กจบใหม่ ยิ่งเป็นโอกาสอันดีงามค่ะ เตรียมตัวเองให้พร้อมและไปสมัครงานได้เลย เพียงแต่ก่อนไป ก็เตรียมตัวเองสักนิดนะคะในการตอบคำถามคณะกรรมการ

ในส่วนของบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีประสบการณ์การทำงาน แล้วคณะกรรมการจะดูอะไรเป็นหลัก

1.) กิจกรรมที่ทำในสมัยเรียนค่ะ ต้องยอมรับว่ายุคปัจจุบัน จะเรียนดีเป็นเด็กเนิร์สอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะคะ ต้องมีกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยด้วย เพราะไม่มีบริษัทไหนต้องการคนที่มานั่งทำงานอย่างเดียวค่ะ ในด้านทักษะอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการ  ความรับผิดชอบในหน้าที่  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  หรือการบริหารเวลา  การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่สำคัญที่บริษัทต้องการเช่นกัน หากไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน แต่ประสบการณ์จากการร่วมกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย จะเป็นตัวสำคัญในการตอบโจทย์คณะกรรมการค่ะ

2.) ในระหว่างเรียนเราทำงานพิเศษอะไรมาบ้างหรือไม่  ซึ่งหากไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะคะ หากแต่ถ้ามีประวัติด้านการทำงาน พาร์ทไทม์ หรือการทำงานพิเศษอะไรมา คณะกรรมการย่อมจะพิจารณา ทักษะและความสามารถต่างๆ ของเราจากการทำงานเหล่านั้นแทน ถือว่าเป็นแต้มต่อที่เราได้มากกว่าใครเขาไปอีกหนึ่งสเตปค่ะ

ดังนี้แล้ว น่าจะคลายความกังวลใจลงไปได้บ้าง และเตรียมความพร้อม เตรียมความมั่นใจของเราให้ดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

เตรียมตัวสมัครงานอย่างไรให้ได้งาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะสำหรับคำถามยอดฮิตนี้ ที่ทั้งนิสิตจบใหม่ หรือแม้แต่พี่เก่าที่เคยทำงานมาแล้วก็ตาม ยังคงมีข้อสงสัยอาจจะเนื่องด้วยสมัครงานมาแล้วหลายที่ก็ยังไม่โดนใจกรรมการซักที แน่นอนค่ะว่าเราน่าจะต้องบกพร่องเรื่องใดเรื่องหนึ่งถึงยังไม่ผ่านการพิจารณา แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สำหรับพี่เก่าและรวมถึงน้องบัณฑิตใหม่ เพราะวันนี้เรามีทีเด็ดเคล็ดไม่ลับ นำมาฝากกันง่ายๆ ตามนี้เลยจ้า

1.) First Impression

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร ทำไมต้องคำนึงถึง First Impression?? คำตอบคือสำคัญมากถึงมากที่สุดค่ะ เพราะ First Impression คือ ความประทับใจแรกพบ ในข้อนี้ก็จะได้ใจกรรมการไปแล้ว 80% ค่ะ

ก่อนอื่นเลยเราต้องมาดูกันก่อนว่า  เรา… กำลังเดินเข้าไปสมัครงานในตำแหน่งอะไร และตำแหน่งงานนี้น่าจะต้องการพนักงานที่มีบุคลิกภาพแบบไหน เช่น คล่องแคล่ว พูดจาฉะฉาน มั่นใจในตัวเอง เป็นต้น

หากตีโจทย์นี้ได้ เราจะสามารถพิชิตใจกรรมการได้แน่นอนค่ะ เพราะสิ่งนี้คือบุคลิกภาพภายใน ส่วนต่อไปคือบุคลิกภาพภายนอก อันดับแรกหลังจากที่ได้คำตอบแล้ว ต้องเช็คเสื้อผ้าหน้าผม ต้องเรียบร้อย แต่งหน้าน้อยๆ พองามเน้นที่ความสะอาด อันนี้ไม่เกี่ยวกับความสวยหรือไม่สวยอันเป็นมาแต่กำเนิดนะคะ

ย้ำนะคะ!! อย่าเดินเข้าไปสัมภาษณ์งานหากคุณมาแบบกระเซอะกระเซิงประหนึ่งนั่งวินถอยหลัง รับรองว่าสภาพนี้ตกรอบตั้งแต่ยังไม่ได้ตอบคำถามแรกค่ะ ในส่วนต่อมา คือการแต่งกาย ควรสวมชุดเรียบร้อย ผู้หญิงกระโปรงไม่สั้นจนเกินไป และควรใส่เสื้อสูทให้เรียบร้อย และห้ามใส่รองเท้าแตะเด็ดขาด เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ค่ะ

2.) เตรียมความเฉลียวฉลาดไปให้พร้อม

เมื่อตรวจสอบด้านกายภาพกันแล้ว ส่วนต่อมาคือ การเข้ามานั่งในห้องสัมภาษณ์งานค่ะ สิ่งที่ต้องเตรียมแน่นอนคือ เรซูเม่ (Resume) เตรียมเผื่อ 2 ชุดค่ะ เพราะบางที่ต้องการ 2 ชุด

หากเราเตรียมไปพร้อมก็แสดงถึงความรอบคอบและความพร้อมที่ต้องการจะทำงานของเราเช่นกันค่ะ (อย่าลืมนะคะ HR เค้าสังเกตทุกกระเบียดนิ้วค่ะ) สิ่งสำคัญอย่าลืมรูปถ่ายค่ะ บางที่อะลุ่มอล่วยให้นำมาวันหลังได้ แต่แน่นอนค่ะคุณโดนตัดคะแนนความรอบคอบไปแล้ว

การตอบคำถามต้องฉะฉาน ชัดเจน ที่สำคัญก่อนมาสัมภาษณ์ควรเข้าเวปไซท์ของบริษัทนั้นๆ แล้วศึกษาข้อมูลข้อบริษัทมาซักนิดนะคะ เช่น บริษัทนี้ทำเกี่ยวกับอะไร หากเราเดินเข้าไปสัมภาษณ์แบบไม่รู้เรื่องของที่ที่เราจะทำงานด้วยเลย นั่นแสดงว่าเราไม่ใส่ใจ ไม่ได้อยากจะทำงานที่นี่จริงค่ะ

และการตอบคำถามอย่างชาญฉลาดจะเกิดขึ้นได้ เราต้องซ้อมตอบคำถามค่ะ ตั้งเองตอบเองที่บ้านนี่ล่ะค่ะดีที่สุด เพราะเวลาตอบคำถามจริง เราจะไม่ลนลานจนเสียคะแนนค่ะ ถ้าจะให้ดีควรซ้อมหน้ากระจกและดูความมั่นใจของตัวเองไปด้วยนะคะ การตอบคำถามไปยิ้มไปจะทำให้บรรยากาศ Relax ไปถึงกรรมการด้วยค่ะ

ทำสองข้อนี้ได้ ก็มีชัยไปเกือบ 100 แล้วค่ะ ที่เหลือก็อยู่ที่การตอบคำถามคณะกรรมการแล้วนะคะ ว่าเราจะตอบโดนใจท่านๆ แค่ไหน