5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 1]

ในปัจจุบันการ หางาน มีหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า หลายๆคนมีการยื่นใบสมัครเอาไว้หลายๆที่ แต่ก็ยังไม่ได้รับเรียกสักที ซึ่งการยื่นใบสมัครไปหลายๆที่ มันยังไม่ได้ผลเท่ากับว่า เรายื่นใบสมัครไปแล้วทางฝ่ายบุคคลได้เห็นประวัติของเราหรอก

นั่นหมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่าในบางครั้ง ใบสมัครของคุณอาจจะไปไม่ถึงฝ่ายบุคคลก็เป็นได้ เพราะในบริษัทใหญ่ๆมักจะมีการให้เราสมัครออนไลน์ไว้ในเว็บไซต์นั่นหมายความว่า เราต้องรอให้ฝ่ายบุคคลเข้ามาหาประวัติก่อนหางาน

ถึงจะมีโอกาส แต่ถ้าฝ่ายบุคคลไม่เข้ามา ใบสมัครของเราก็กองอยู่ตรงนั้นและในแต่ละวันก็มีคนมาสมัครงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงเวลาที่เขาจะหาใบสมัครเราเจอ ก็อาจเป็นเวลาที่เราได้งานไปแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ในวันนี้ เราก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบันมาฝากกัน เชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มาก็น้อยนะครับ

วิธีการแรก เลยก็คือ การฝากประวัติไว้ในเว็บไซต์สมัครงานทั่วไป อย่างเช่น jobtopgun เป็นต้น  แน่นอนว่าเป็นวิธีสุดคลาสสิกและยังได้รับผลดีในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางที่ฝ่ายบุคคลเอาไว้ค้นหามากที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้คุณจำเป็นจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัด โดยเฉพาะที่อยู่ปัจจุบัน

เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว ฝ่ายบุคคลมักจะค้นหาจากที่อยู่เป็นองค์ประกอบสำคัญนั่นเอง แน่นอนว่าวิธีการนี้ฟรี เราควรจะให้เวลามันสักหน่อยเพื่อให้ได้ข้อมูลของเราที่ครบครันมากที่สุด สำหรับวิธีการที่สองเลยก็คือ หน้าเว็บไซต์หรือหน้าแฟนเพจของบริษัท ในปัจจุบันหลายๆบริษัท ใช้ Facebook กันมากขึ้น

เพราะฉะนั้นแล้ว ก็มักจะมีประกาศรับสมัครงานไว้ที่หน้าแฟนเพจของตนเองไปเลย เมื่อเราเห็นประกาศรับสมัครงาน เราก็สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อส่งใบสมัครงานได้โดยตรงเลย วิธีการนี้ ทำให้เรามั่นใจว่า ตำแหน่งที่เขาโพสต์ลง เป็นตำแหน่งที่ทางบริษัทต้องการคนจริงๆ เมื่อเราส่งใบสมัครเข้าไปแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าถึงฝ่ายบุคคลอย่างแน่นอน

อ่านต่อ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

Please follow and like us:

5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

หางาน

สำหรับวิธีการที่สาม ก็คือ การฝากประวัติตนเองไว้กับเอเจนซี่จัดหางาน ในปัจจุบัน ตัวเราก็เหมือนสินค้าอย่างหนึ่งที่ มีคนสามารถนำไปหาเงินได้เหมือนกัน นั่นก็คือ บริษัทรับจัดหางานเอกชนต่างๆซึ่งมีฐานลูกค้าของเขาเองอยู่แล้ว

หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ส่วนมากมักจะเป็นตลาดแรงงานกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น แต่สำหรับผู้มีประสบการณ์จะมีตำแหน่งมากมายรองรับ เนื่องจาก บางบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก เขาไม่มีฝ่ายบุคคลในส่วนการสรรหาพนันงานหรอก และอาจจะไม่มีการลงประกาศรับสมัครงานด้วยซ้ำ เพราะเขาใช้เอเจนซี่จัดหางานให้

การใช้เอเจนซี่ดีกับบริษัทด้วย เอเจนซี่จะมีการกรองผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติตรงและสัมภาษณ์เบื้องต้นด้วย สำหรับตัวเราแล้ว การฝากประวัติไว้กับเอเจนซี่ นอกจากจะฟรีแล้ว ยังจะได้รับคำแนะนำจากเอเจนซี่ในการสมัครงานอีกมากมายด้วย ทำไมเอเจนซี่ถึงใจดีแบบนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า หากทำให้คุณได้งานได้ พวกเขาก็ได้รับเงินค่าจ้างนั่นเอง  ถือว่าวินวินกันทั้งสองฝ่าย

วิธีการที่สี่ ก็คือ สำนักงานจัดหางานนั่นเอง การสมัครงานผ่าน สำนักงานจัดหางานหลายๆคนอาจจะมองว่าได้งานจริงหรือ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่แปลกที่หลายคนคิดแบบนั้น เพราะ ระบบการทำงานของสำนักงานจัดหางาน ถือว่า แย่มาก ถ้าเป็นบริษัทเอกชนก็คงจะเจ๊งไปนานแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามนี่คือฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด

ยังมีหลายๆบริษัท ที่เลือกจะไปค้นหาข้อมูลที่จัดหางาน นอกจากนั้นแล้ว เหตุผลที่เราแนะนำจัดหางานก็เพราะว่า หากคุณกำลังตกงานหรือเพิ่งลาออกจากที่เก่า และมีการจ่ายประกันสังคม คุณสามารถเช็คสิทธิ์ได้ว่า คุณจะได้รับเงินว่างงานหรือเปล่า เพราะส่วนหนึ่งของประกันสังคมที่เราจ่ายมีเรื่องของการว่างงานอยู่ด้วย

ในเมื่อยังไงคุณก็ต้องติดต่อหน่วยงานราชการนี้อยู่แล้ว ก็ไม่เสียหายที่จะไปลงว่างงาน หรือดูตำแหน่งงานที่อัพเดตของสำนักงานจัดหางาน ไม่แน่ว่าหากคุณโชคดี อาจจะหางาน ได้จากสำนักงานจัดหางานก็ได้เหมือนกัน

www.jobtopgun.com

สำหรับวิธีการที่ห้านั้น ก็คือ สมัครงานที่ ตลาดแรงงาน ในแต่ละปี จะมีมหกรรมจัดหางานขึ้นเยอะมาก ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยส่วนตัวแล้วเราแนะนำ ของเอกชน รวมไปถึงการจัดตามมหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะ ตลาดแรงงานภาครัฐส่วนใหญ่แล้ว มักจะต้องการผู้สมัครในระดับแรงงานมากกว่า แต่ก็ลองไปดูได้เหมือนกัน อย่างที่บอกเมื่อข้อที่แล้วว่า

ถ้าคุณโชคดีอาจจะได้งานจากสำนักจัดหางานได้เหมือนกัน ถ้าเป็นตลาดแรงงานที่จัดโดยมหาวิทยาลัยหรือเอกชน จะมีบริษัทค่อนข้างหลากหลายให้เราเลือก เราก็สามารถหย่อนใบสมัครไว้ได้ตามที่อยากหย่อนเลย หากบริษัทเหล่านั้นต้องการคนจริง ถึงอย่างไรก็ต้องมีติดต่อเรากลับมาบ้าง

เป็นอย่างไรบ้างครับ ทั้ง 5 ช่องทางในการสมัครงานที่เรานำมาฝากกัน แน่นอนว่า ถ้าให้เราแนะนำคุณควรจะลองทำทั้งห้าข้อเลย เพราะมันก็ไม่ได้เสียเงินหรือมีค่าใช้จ่ายอะไร อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกเสมอว่า โอกาสแรกของคุณก็คือ การสมัครงาน แต่ มันคงจะไม่ดีแน่ถ้าคุณสมัครงาน แล้วพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รวมถึง เมื่อมีโอกาสถูกเรียกไปสัมภาษณ์แล้ว กลับทำได้ไม่ดี จนไม่ได้งาน เพราะคนเราเมื่อมีโอกาสอะไรแล้วจงพยายามทำอย่างเต็มที่ที่สุด

 

Please follow and like us:

ใครกำลังหางานที่ไม่ต้องนั่งเบื่ออยู่ออฟฟิต คลิ๊กเลย

คนหางานบางคนต้องการงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิต แต่ได้ออกไปพบปะผู้คนนอกสถานที่ แม้แต่งานที่สามารถทำที่บ้านได้ ถ้าคนกำลังมีความต้องการหางานอย่างที่ว่ามานี้ ต้องการเข้างานหรือมีความยืดหยุ่นในเรื่องสถานที่ทำงานเรารวบรวมงานที่ไม่ต้องนั่งจ่มอยู่ออฟฟิตมาให้คนหางานลองพิจารณากัน

1. อันดับหนึ่งที่ครอบแชมป์การทำงานนอกออฟฟิตแน่นอนว่าคืองานขาย

หรือที่เราเรียกกันว่า Sale หรือ Sale man นั่นเอง ถึงแม้ว่าในยุคดิจิทัลเราอาจไม่ต้องไปหาลูกค้าเพื่อพบเจอคุยกันแบบ Face-to-Face แต่สามารถคุยผ่าน Online Platform ได้แต่งานสายการขายนี้ก็มักจะไม่ต้องอยู่ออฟฟิตเพราะต้องไปสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้านอกสถานที่ ต้องออกไปพบเจอลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ใครที่มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถที่จะโน้มน้าวใจคนได้ คุณเหมาะกับงานนี้ไม่น้อยเลย

2. นักแปลภาษาและงานล่าม

คุณไม่จำเป็นต้องประจำที่ออฟฟิต เพราะสามารถทำงานแปลและจัดส่งให้ทางองค์กรได้ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เนต ในกรณีที่ต้องเข้าไปออฟฟิตนั้นก็เพียงครั้งคราวเช่นไปเป็นล่ามในที่ประชุม คนที่มีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาที่สามอื่นๆนั้นมีโอกาสได้พบปะผู้คนหลากหลาย ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศและต่างประเทศ อาชีพนี้ไม่จำเป็นที่ต้องจบภาษาศาสตร์ก็สามารถทำได้แต่คุณควรมีประกาศนียบัตรรับรองความสามารถด้านภาษาติดตัวไว้จะดีมาก

3. งานนักเขียนบทความ

ที่เขียนบทความที่เน้นทำการตลาดออนไลน์ คุณคือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ ที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้าสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงมีอินเตอร์เนต และมีความรับผิดชอบทำงานตรงเวลา จะเขียนงานในร้านกาแฟ ริมชายหาด บนเขาก็ทำได้สบายๆ

4. กราฟิกดีไซน์

ให้คิดภาพตามถึงพี่ซันนี่ ใน Freelance นั่นเลนชีวิตกราฟิกดีไซน์ คุณมีหน้าที่การเปลี่ยนจินตนาการให้ออกมาเป็นชิ้นงาน ความต้องการของลูกค้าที่พูดมาล้านแปดจะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ด้วยฝีมือของคุณ การสร้างผลงานที่โดนใจลูกค้าต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์สายงานนี้จึงมักไม่ค่อยทำงานอยู่ในบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้มีความคิดสร้างสรรค์อย่างออฟฟิตที่อาจจะมีกฎระเบียบ ยิ่งในยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าแบบนี้คุณยิ่งสามารถทำงานและจัดส่งให้เจ้านายและลูกค้าได้แบบไม่ต้องเอาตัวเข้าไปในออฟฟิต

5. ออแกไนเซอร์จัดงานอีเว้นท์

หลายองค์กรเน้นการทำกิจกรรมเพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ งานเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ผ่านการจัดงานอีเว้นท์ด้วยฝีมือของเหล่าออแกไนเซอร์ คุณจะมีบทบาทในการวางแผนสร้างสรรค์กิจกรรม งานเตรียมการ วางแผนงบประมาณ การสร้างกิมมิคของงาน จัดการสถานที่ และดูแลความเรียบร้อยของกิจกรรมทั้งหมด ถ้าคุณคือนักจัดปาร์ตี้ที่เพื่อนๆยกนิ้วให้งานนี้ก็น่าจะเหมาะกับคุณ

Please follow and like us:

เตรียมตัวสมัครงานอย่างไรให้ได้งาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะสำหรับคำถามยอดฮิตนี้ ที่ทั้งนิสิตจบใหม่ หรือแม้แต่พี่เก่าที่เคยทำงานมาแล้วก็ตาม ยังคงมีข้อสงสัยอาจจะเนื่องด้วยสมัครงานมาแล้วหลายที่ก็ยังไม่โดนใจกรรมการซักที แน่นอนค่ะว่าเราน่าจะต้องบกพร่องเรื่องใดเรื่องหนึ่งถึงยังไม่ผ่านการพิจารณา แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สำหรับพี่เก่าและรวมถึงน้องบัณฑิตใหม่ เพราะวันนี้เรามีทีเด็ดเคล็ดไม่ลับ นำมาฝากกันง่ายๆ ตามนี้เลยจ้า

1.) First Impression

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร ทำไมต้องคำนึงถึง First Impression?? คำตอบคือสำคัญมากถึงมากที่สุดค่ะ เพราะ First Impression คือ ความประทับใจแรกพบ ในข้อนี้ก็จะได้ใจกรรมการไปแล้ว 80% ค่ะ

ก่อนอื่นเลยเราต้องมาดูกันก่อนว่า  เรา… กำลังเดินเข้าไปสมัครงานในตำแหน่งอะไร และตำแหน่งงานนี้น่าจะต้องการพนักงานที่มีบุคลิกภาพแบบไหน เช่น คล่องแคล่ว พูดจาฉะฉาน มั่นใจในตัวเอง เป็นต้น

หากตีโจทย์นี้ได้ เราจะสามารถพิชิตใจกรรมการได้แน่นอนค่ะ เพราะสิ่งนี้คือบุคลิกภาพภายใน ส่วนต่อไปคือบุคลิกภาพภายนอก อันดับแรกหลังจากที่ได้คำตอบแล้ว ต้องเช็คเสื้อผ้าหน้าผม ต้องเรียบร้อย แต่งหน้าน้อยๆ พองามเน้นที่ความสะอาด อันนี้ไม่เกี่ยวกับความสวยหรือไม่สวยอันเป็นมาแต่กำเนิดนะคะ

ย้ำนะคะ!! อย่าเดินเข้าไปสัมภาษณ์งานหากคุณมาแบบกระเซอะกระเซิงประหนึ่งนั่งวินถอยหลัง รับรองว่าสภาพนี้ตกรอบตั้งแต่ยังไม่ได้ตอบคำถามแรกค่ะ ในส่วนต่อมา คือการแต่งกาย ควรสวมชุดเรียบร้อย ผู้หญิงกระโปรงไม่สั้นจนเกินไป และควรใส่เสื้อสูทให้เรียบร้อย และห้ามใส่รองเท้าแตะเด็ดขาด เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่ค่ะ

2.) เตรียมความเฉลียวฉลาดไปให้พร้อม

เมื่อตรวจสอบด้านกายภาพกันแล้ว ส่วนต่อมาคือ การเข้ามานั่งในห้องสัมภาษณ์งานค่ะ สิ่งที่ต้องเตรียมแน่นอนคือ เรซูเม่ (Resume) เตรียมเผื่อ 2 ชุดค่ะ เพราะบางที่ต้องการ 2 ชุด

หากเราเตรียมไปพร้อมก็แสดงถึงความรอบคอบและความพร้อมที่ต้องการจะทำงานของเราเช่นกันค่ะ (อย่าลืมนะคะ HR เค้าสังเกตทุกกระเบียดนิ้วค่ะ) สิ่งสำคัญอย่าลืมรูปถ่ายค่ะ บางที่อะลุ่มอล่วยให้นำมาวันหลังได้ แต่แน่นอนค่ะคุณโดนตัดคะแนนความรอบคอบไปแล้ว

การตอบคำถามต้องฉะฉาน ชัดเจน ที่สำคัญก่อนมาสัมภาษณ์ควรเข้าเวปไซท์ของบริษัทนั้นๆ แล้วศึกษาข้อมูลข้อบริษัทมาซักนิดนะคะ เช่น บริษัทนี้ทำเกี่ยวกับอะไร หากเราเดินเข้าไปสัมภาษณ์แบบไม่รู้เรื่องของที่ที่เราจะทำงานด้วยเลย นั่นแสดงว่าเราไม่ใส่ใจ ไม่ได้อยากจะทำงานที่นี่จริงค่ะ

และการตอบคำถามอย่างชาญฉลาดจะเกิดขึ้นได้ เราต้องซ้อมตอบคำถามค่ะ ตั้งเองตอบเองที่บ้านนี่ล่ะค่ะดีที่สุด เพราะเวลาตอบคำถามจริง เราจะไม่ลนลานจนเสียคะแนนค่ะ ถ้าจะให้ดีควรซ้อมหน้ากระจกและดูความมั่นใจของตัวเองไปด้วยนะคะ การตอบคำถามไปยิ้มไปจะทำให้บรรยากาศ Relax ไปถึงกรรมการด้วยค่ะ

ทำสองข้อนี้ได้ ก็มีชัยไปเกือบ 100 แล้วค่ะ ที่เหลือก็อยู่ที่การตอบคำถามคณะกรรมการแล้วนะคะ ว่าเราจะตอบโดนใจท่านๆ แค่ไหน

Please follow and like us: