หางานตามราศีเกิด ได้งานดีๆที่เสริมความรุ่งเรือง

การหางานนอกจากความมีวิริยะอุตาสาหะ ความพยายาม และการเตรียมตัวที่ดี บางครั้งบางทีเรื่องของโชควาสนาก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และบางคนที่หางานไม่ได้สักทีก็อาจเพราะคุณหางานที่ไม่ถูกโฉลกกับคุณหรือเปล่านะ อันนี้ก็น่าคิด ลองมาดูสิว่าศาสตร์เรื่องโชคชะตาได้บอกถึงอาชีพตามราศีเกิดไว้ว่าอย่างไร งานนี้ถ้าขยับขยายหางานตามราศีเกิดตรงตามราศีเกิดอาจจะรุ่งเรื่องก้าวหน้าในหน้าที่การงานก็เป็นได้

ท่านว่าไว้ว่า คนเกิดราศีเมษ (13 เมษายน – 13 พฤษภาคม)  ซึ่งเป็นราศีแห่งธาตุไฟ มีความเป็นผู้นำ ไม่เกรงกลัวอะไร คุณควรทำอาชีพเกี่ยวกับทหาร ตำรวจ งานปราบปราม นักต่อสู้ งานแข่งขัน งานที่ต้องเดินทางบ่อย งานอิสระ จะรุ่งเรื่อง

ท่านที่เกิดในราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน)   ธาตุดิน เป็นราศีแห่งความมีเสน่ห์ ความสดใส คุณควรทำงานอยู่กับที่ ใช้ความคิด ขายของสวยงาม เช่น ขายจิวเวลรี่ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ นักแสดง งานบันเทิง งานศิลปะ

ชาวราศีเมถุน (14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม)  ธาตุลม มีความว่องไว มีปฏิภาณไหวพริบดี ช่างเจรจา คุณควรทำงานเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร งานประชาสัมพันธ์ งานที่ได้เดินทาง

หญิงชายชาวราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม)   ธาตุน้ำ มีความใจเย็น นุ่มนวล มีเสน่ห์ คุณควรทำงานบริการ เช่น งานต้อนรับ งานท่องเที่ยว งานค้าขาย งานเกี่ยวกับทางน้ำ งานเกี่ยวกับสตรีและเด็ก

ท่านที่เกิด ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม – 16 กันยายน)  ธาตุไฟ เป็นราศีแห่งผู้นำ ทำงานรับราชการ จะเจริญรุ่งเรืองดีนัก

ชาวราศีกันย์ (17 กันยายน – 16 ตุลาคม)   ธาตุดิน ควรทำงานที่ให้ความมั่นคง และเหมาะกับการเป็นนักคิดนักเจรจา ทำอาชีพค้าขาย งานสอน เปิดโรงเรียนกวดวิชา นักวางแผน งานที่ต้องใช้คำพูด งานนักเขียน และงานกฎหมาย

คนที่เกิดในราศีตุลย์ (17 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน)   ธาตุลม มีความว่องไว มีปฏิภาณไหวพริบ คุณควรทำอาชีพเป็นนักแสดง งานบันเทิง งานศิลปะ งานที่ต้องเดินทาง ขายของสวยงาม ขายอาหาร

ชาวราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม)  ธาตุน้ำ มีความนิ่มนวล ดูเหมือนใจเย็น แต่แข็งใน เป็นราศีแห่งนักต่อสู้ คุณควรทำอาชีพ งานด้านการวางแผน งานนักการตลาด งานกลยุทธ์

คนราศีธนู (16 ธันวาคม – 15 มกราคม)   ธาตุไฟ ราศีแห่งอุดมการณ์ และเจ้าเหตุผล อาชีพที่เหมาะกับคุณ คือ งานครูบาอาจารย์ งานกฎหมาย งานมูลนิธิ งานวางแผน งานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ งานธนาคาร

ชาวราศีมังกร (16 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์)   ธาตุดิน หนักแน่นสุขุมนุ่มลึก และไม่เกรงกลัวใคร ชอบสันโดษ เหมาะกับงานที่เกี่ยวกับเกษตรกรรม กสิกรรม

ชาวราศีกุมภ์  (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)   ราศีธาตุลม มีปฏิภาณไหวพริบดี อาจทำงานที่ไม่ต้องอิงกับศีลธรรมมากนัก เช่น เปิดผับบาร์ ขายสุรา บุหรี่

คนที่เกิดราศีมีน (14 มีนาคม – 12 เมษายน)  ธาตุน้ำ หมายถึง ความใจเย็น นุ่มนวล เป็นราศีวางตนเป็นผู้ใหญ่ คุณควรทำอาชีพ เป็นครูบาอาจารย์ งานวางแผน งานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ งานเกี่ยวกับการธนาคาร

Please follow and like us:

Content Creator เขาทำอะไร อยากสมัครงานตำแหน่งนี้ต้องมีคุณสมบัติอะไร?

ในยุคที่การตลาดเปลี่ยนโฉมไปไม่เน้นการขายที่ประโคมบอกลูกค้าว่าของดีอย่างไร ทำไมลูกค้าต้องซื้อ ของเราดีกว่าคู่แข็งยังไง จึงเกิดการตลาดที่เรียกว่า Content Marketing ขึ้นคือการนำเสนอ Content หรือเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ที่เกี่ยวพันธ์กับสินค้าและบริการเพื่อนำเสนอให้กลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และคนที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์เนื้อหา (Content) เหล่านี้ก็คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง Content Creator นั่นเอง อาชีพหรือตำแหน่งนี้ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่หรือแม้แต่คนทำงานอยู่แล้วมากขึ้น เราอยากให้คนหางานรู้จักกับบทบาทและคุณสมบัติของ Content Creator มากยิ่งขึ้นเพราะนี่อาจเป็นงาที่คนหางานหลายคนสนใจก็เป็นได้ การหางานในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องจบตรงสายที่เรียนมานี่อาจเป็นหนึ่งโอกาสการได้งานของคุณก็เป็นได้ มารู้จัก Content Creator กันเถอะ

คุณสมบัติทั่วไปของคนที่จะมาเป็น Content Creator งานโฆษณา ผู้ว่าจ้างบางคนอาจกำหนดว่าต้องมีประสบการณ์ในงานเขียนมาอย่างน้อย 1ปี และต้องมีผลงานด้านการเขียนบทความหรือเนื้อหามาพอสมควร แต่ก็มีหลายแห่งเปิดโอกาสให้คนที่สนใจส่งงานเขียนเข้าไปให้พิจารณาโดยไม่ต้องมีประสบการณ์ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์  ขอให้มีความสามารถด้านงานเขียนบทความ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ผู้ว่าจ้างตองการ เข้าใจในรูปแบบการเขียนบทความส่งเสริมการทำ SEO  ซึ่งเป็นการนำเสนอบทความบนเว็บเพจและ Social media ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของว่าจ้าง เข้าในในเรื่อง Target Customer และ Customer Centric Content

Content Creator ที่ดีต้องสนใจข่าวสาร ทั้งสาระ บันเทิง ความรู้รอบตัว สถานการณ์โลก สามารถจับกระแสปัจจุบัน และ โหนกระแสได้  ต้องชอบท่องโลกอินเตอร์เน็ต และควรมีความสามารถในการเขียนบทความได้หลากหลายหมวดหมู่ และสื่อสารออกมาได้หลากหลายอารมณ์ เช่น บทความภาษาทางการ บทความที่อ่านสนุก บทความที่โน้มน้าวนำพาอารมณ์ให้ผู้อ่านมีความรู้สึกร่วม   อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ควรมีเป็นอย่างมากคือ สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองกับสิ่งใหม่ๆได้เสมอ เป็นคนกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา  รับแรงกดดันได้ดี ทำงานทันตามกำหนดเวลาที่มอบหมายได้   หากมีความสามารถแปลบทความภาษาอังกฤษจะขยายขอบเขตของงานได้มากขึ้นเพราะสามารถนำข้อมูลภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการสร้าง Content ที่น่าสนใจได้  แม้ว่างานนี้คุณสามารถทำที่บ้านไม่ต้องเข้าออฟฟิตแต่ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เพราะต้องสื่อสารกับผู้ว่าจ้าง และทีม Content Creator คนอื่นๆ

หลายคนที่จบมาด้านภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ มักทำงานนี้ได้ดีเพราะเรียนมาโดยตรงแต่จริงๆแล้วงานนี้ไม่ได้จำกัดวุฒิการศึกษา บางคนที่ทำงานตามสายวิชาชีพต่างๆก็สามารถเป็น Content Creator ที่สร้างเนื้อหาตามความถนัด เช่น นักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ ที่เขียนบทความการเงิน คุณหมอที่เขียนบทความด้านสุขภาพ ในด้านของค่าตอบแทนอาจเป็นชิ้นงานหรือบางครั้งจ้างเป็นเงินเดือน ซึ่งเงินเดือนอาจเริ่มต้นราว 18,000-20,000 บาทแต่บางคนสามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือนได้เลยทีเดียว

Please follow and like us:

5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 1]

ในปัจจุบันการ หางาน มีหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า หลายๆคนมีการยื่นใบสมัครเอาไว้หลายๆที่ แต่ก็ยังไม่ได้รับเรียกสักที ซึ่งการยื่นใบสมัครไปหลายๆที่ มันยังไม่ได้ผลเท่ากับว่า เรายื่นใบสมัครไปแล้วทางฝ่ายบุคคลได้เห็นประวัติของเราหรอก

นั่นหมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่าในบางครั้ง ใบสมัครของคุณอาจจะไปไม่ถึงฝ่ายบุคคลก็เป็นได้ เพราะในบริษัทใหญ่ๆมักจะมีการให้เราสมัครออนไลน์ไว้ในเว็บไซต์นั่นหมายความว่า เราต้องรอให้ฝ่ายบุคคลเข้ามาหาประวัติก่อนหางาน

ถึงจะมีโอกาส แต่ถ้าฝ่ายบุคคลไม่เข้ามา ใบสมัครของเราก็กองอยู่ตรงนั้นและในแต่ละวันก็มีคนมาสมัครงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงเวลาที่เขาจะหาใบสมัครเราเจอ ก็อาจเป็นเวลาที่เราได้งานไปแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ในวันนี้ เราก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบันมาฝากกัน เชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มาก็น้อยนะครับ

วิธีการแรก เลยก็คือ การฝากประวัติไว้ในเว็บไซต์สมัครงานทั่วไป อย่างเช่น jobtopgun เป็นต้น  แน่นอนว่าเป็นวิธีสุดคลาสสิกและยังได้รับผลดีในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นช่องทางที่ฝ่ายบุคคลเอาไว้ค้นหามากที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้คุณจำเป็นจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัด โดยเฉพาะที่อยู่ปัจจุบัน

เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว ฝ่ายบุคคลมักจะค้นหาจากที่อยู่เป็นองค์ประกอบสำคัญนั่นเอง แน่นอนว่าวิธีการนี้ฟรี เราควรจะให้เวลามันสักหน่อยเพื่อให้ได้ข้อมูลของเราที่ครบครันมากที่สุด สำหรับวิธีการที่สองเลยก็คือ หน้าเว็บไซต์หรือหน้าแฟนเพจของบริษัท ในปัจจุบันหลายๆบริษัท ใช้ Facebook กันมากขึ้น

เพราะฉะนั้นแล้ว ก็มักจะมีประกาศรับสมัครงานไว้ที่หน้าแฟนเพจของตนเองไปเลย เมื่อเราเห็นประกาศรับสมัครงาน เราก็สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อส่งใบสมัครงานได้โดยตรงเลย วิธีการนี้ ทำให้เรามั่นใจว่า ตำแหน่งที่เขาโพสต์ลง เป็นตำแหน่งที่ทางบริษัทต้องการคนจริงๆ เมื่อเราส่งใบสมัครเข้าไปแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าถึงฝ่ายบุคคลอย่างแน่นอน

อ่านต่อ 5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

Please follow and like us:

5 วิธีสมัครงาน ให้ได้ผลดีที่สุดในยุคปัจจุบัน [Part 2]

หางาน

สำหรับวิธีการที่สาม ก็คือ การฝากประวัติตนเองไว้กับเอเจนซี่จัดหางาน ในปัจจุบัน ตัวเราก็เหมือนสินค้าอย่างหนึ่งที่ มีคนสามารถนำไปหาเงินได้เหมือนกัน นั่นก็คือ บริษัทรับจัดหางานเอกชนต่างๆซึ่งมีฐานลูกค้าของเขาเองอยู่แล้ว

หากเป็นนักศึกษาจบใหม่ ส่วนมากมักจะเป็นตลาดแรงงานกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น แต่สำหรับผู้มีประสบการณ์จะมีตำแหน่งมากมายรองรับ เนื่องจาก บางบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก เขาไม่มีฝ่ายบุคคลในส่วนการสรรหาพนันงานหรอก และอาจจะไม่มีการลงประกาศรับสมัครงานด้วยซ้ำ เพราะเขาใช้เอเจนซี่จัดหางานให้

การใช้เอเจนซี่ดีกับบริษัทด้วย เอเจนซี่จะมีการกรองผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติตรงและสัมภาษณ์เบื้องต้นด้วย สำหรับตัวเราแล้ว การฝากประวัติไว้กับเอเจนซี่ นอกจากจะฟรีแล้ว ยังจะได้รับคำแนะนำจากเอเจนซี่ในการสมัครงานอีกมากมายด้วย ทำไมเอเจนซี่ถึงใจดีแบบนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า หากทำให้คุณได้งานได้ พวกเขาก็ได้รับเงินค่าจ้างนั่นเอง  ถือว่าวินวินกันทั้งสองฝ่าย

วิธีการที่สี่ ก็คือ สำนักงานจัดหางานนั่นเอง การสมัครงานผ่าน สำนักงานจัดหางานหลายๆคนอาจจะมองว่าได้งานจริงหรือ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่แปลกที่หลายคนคิดแบบนั้น เพราะ ระบบการทำงานของสำนักงานจัดหางาน ถือว่า แย่มาก ถ้าเป็นบริษัทเอกชนก็คงจะเจ๊งไปนานแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามนี่คือฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด

ยังมีหลายๆบริษัท ที่เลือกจะไปค้นหาข้อมูลที่จัดหางาน นอกจากนั้นแล้ว เหตุผลที่เราแนะนำจัดหางานก็เพราะว่า หากคุณกำลังตกงานหรือเพิ่งลาออกจากที่เก่า และมีการจ่ายประกันสังคม คุณสามารถเช็คสิทธิ์ได้ว่า คุณจะได้รับเงินว่างงานหรือเปล่า เพราะส่วนหนึ่งของประกันสังคมที่เราจ่ายมีเรื่องของการว่างงานอยู่ด้วย

ในเมื่อยังไงคุณก็ต้องติดต่อหน่วยงานราชการนี้อยู่แล้ว ก็ไม่เสียหายที่จะไปลงว่างงาน หรือดูตำแหน่งงานที่อัพเดตของสำนักงานจัดหางาน ไม่แน่ว่าหากคุณโชคดี อาจจะหางาน ได้จากสำนักงานจัดหางานก็ได้เหมือนกัน

www.jobtopgun.com

สำหรับวิธีการที่ห้านั้น ก็คือ สมัครงานที่ ตลาดแรงงาน ในแต่ละปี จะมีมหกรรมจัดหางานขึ้นเยอะมาก ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยส่วนตัวแล้วเราแนะนำ ของเอกชน รวมไปถึงการจัดตามมหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะ ตลาดแรงงานภาครัฐส่วนใหญ่แล้ว มักจะต้องการผู้สมัครในระดับแรงงานมากกว่า แต่ก็ลองไปดูได้เหมือนกัน อย่างที่บอกเมื่อข้อที่แล้วว่า

ถ้าคุณโชคดีอาจจะได้งานจากสำนักจัดหางานได้เหมือนกัน ถ้าเป็นตลาดแรงงานที่จัดโดยมหาวิทยาลัยหรือเอกชน จะมีบริษัทค่อนข้างหลากหลายให้เราเลือก เราก็สามารถหย่อนใบสมัครไว้ได้ตามที่อยากหย่อนเลย หากบริษัทเหล่านั้นต้องการคนจริง ถึงอย่างไรก็ต้องมีติดต่อเรากลับมาบ้าง

เป็นอย่างไรบ้างครับ ทั้ง 5 ช่องทางในการสมัครงานที่เรานำมาฝากกัน แน่นอนว่า ถ้าให้เราแนะนำคุณควรจะลองทำทั้งห้าข้อเลย เพราะมันก็ไม่ได้เสียเงินหรือมีค่าใช้จ่ายอะไร อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกเสมอว่า โอกาสแรกของคุณก็คือ การสมัครงาน แต่ มันคงจะไม่ดีแน่ถ้าคุณสมัครงาน แล้วพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รวมถึง เมื่อมีโอกาสถูกเรียกไปสัมภาษณ์แล้ว กลับทำได้ไม่ดี จนไม่ได้งาน เพราะคนเราเมื่อมีโอกาสอะไรแล้วจงพยายามทำอย่างเต็มที่ที่สุด

 

Please follow and like us:

คุณยังพลาดการได้งาน เพราะพลาดซ้ำๆกับเรื่องเหล่านี้รึเปล่านะ

หากคุณหางานมาพักใหญ่แต่ยังไม่ได้งาน การดันทุรังหางานต่อไปโดยไม่หยุดคิดใคร่ครวญ ดูจะเป็นทางหนึ่งที่ยิ่งทำให้พลังในตัวคุณหมดลงจริงไหม ? ถ้าหยุดพักและมองหาข้อผิดพลาด แก้ไขก่อนที่จะหางานต่อไปแบบนี้น่าจะได้พักทั้งกายและใจ

หากคุณกำลังคิดจะพักและมองหาข้อผิดพลาดที่ได้ทำลงไปในขณะที่หางาน เราได้สรุปเอาข้อผิดพลาดที่คนหางานหลายคนได้ทำผิดพลาดซ้ำๆมาให้คุณลองคิดดูว่าตรงกับสิ่งที่คุณทำหรือไม่ และแน่นอนจะแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้อย่างไร เรามีคำตอบมาให้ ไปดูกันเถอะ

1. รู้สึกประหม่าทุกครั้ง

แม้ได้ศึกษา วิธีการหางานและวิธีการเขียน resume มาเป็นอย่างดีแล้ว แต่เมื่อไปถึงขั้นตอนการสมัครและสัมภาษณ์งานก็ยังคงประหม่า

ทางแก้ไข  คือ ซ้อม ซ้อม และซ้อมจนมีความเป็นธรรมชาติ แสดงบทบาทสมมุติกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวให้เขาเป็นกรรมการสัมภาษณ์ และคุณซ้อมตอบคำถามโดยการพูดออกมาจริงๆ ให้มีการให้คะแนนกันจริงๆว่าจะให้ผ่านการสัมภาษณ์หรือไม่ และสอบถามความคิดเห้นของผู้ร่วมแสดงบทบาทสมมุติว่าคุณตอบคำถามดีหรือไม่

2. มีทัศนคติในแง่ลบเกี่ยวกับการหางาน

บางคนนั้นรู้แค่ว่าต้องไปสมัครงานไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องได้งานเมื่อ Passion ของคุณไม่มากพอก็ไม่แปลกที่จะพลาดงาน เช่น หลายคนไม่เห็นข้อดีของตนเองเลย ไม่เห็นความโดเด่นของตนเอง นำเสนอตัวเองไม่เป็น และค่อยภูมิใจในตัวเอง ใจฝ่อตั้งแต่ออกจากบ้านเพื่อไปสัมภาษณ์งาน และคิดตอกย้ำตัวเองว่าคงไม่ได้งาน

ทางแก้ไข  คิดบวกไว้ให้มาก พิจารณาหาข้อดีของตนเอง ฝึกการนำเสนอตัวเอง คนเราต้องมีข้อดี และ การหาข้อดีที่ส่งเสริมกับการทำงานในตำแหน่งงานมานำเสนอได้นั้นจะดีมาก

3. ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการหางานแบบไหน

หลายคนส่งใบสมัครไปเรื่อยๆ  เพราะคิดแค่ว่าควรหางานก็หางานไม่พิจารณาคุณสมบัติที่ผู้ว่าจ้างต้องการว่าตรงกับตนเองหรือไม่ และสนใจในการทำงานร่วมกับองค์กรนั้นๆหรือไม่

ทางแก้ไข  จงหางานแบบมีโฟกัส คือ พิจารณาความต้องการของคุณเอง พิจารณาความสามารถ เลือกองค์กรที่สนใจและความสามารถของคุณถึงในตำแหน่งที่เปิดรับ หากยังไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวต้องฝึกตัวเองให้พร้อมในระดับหนึ่งก่อนไปสมัครงาน

4. ประมาทกับการเขียน resume

Resume เป็นสิ่งแรกที่ทำให้คุณได้ทำความรู้จักกับฝ่าย HR หรือ นายจ้าง แต่คุณไม่เขียนออกมาในลักษณะการนำเสนอตัวเอง ไม่กล่าวถึงคุณสมบัติที่น่าสนใจของคุณ

ทางแก้ไข ศึกษาเทคนิคการเขียน resume จากหลายๆเหล่าหลากหลายตัวอย่างเลือกวิธีการและเทคนิคดีๆจากหลายๆที่มาใช้ ร่าง resume และส่งให้เพื่อน หรือ คนที่มีความรู้ช่วยตรวจทานและให้คำแนะนำ

5. ไม่ศึกษาองค์กรที่สมัครงาน

หลายคนที่สมัครงานโดยไม่ศึกษาข้อมูลขององค์กร เมื่อถูกถามเกี่ยวกับองค์กรก็ตอบไม่ได้ แสดงถึงความไม่ใส่ใจ

ทางแก้ ศึกษาข้อมูลสำคัญขององค์กร เช่น ประวัติ รูปแบบกิจการ สินค้าและบริการสำคัญ พันธกิจ วิสัยทัศน์ขององค์กร

Please follow and like us:

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression ต้องเลือกรูปสมัครงานให้ดี

หากคุณกำลังจะไปสมัครงาน เอกสารทุกอย่างครบถ้วน เรซูเม่ก็เขียนออกมาอย่างดี ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างดูโอเค  และพร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว !! ขอให้มองดูรูปที่ใช้สำหรับการสมัครงานสักนิด

รูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่ง เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญมากทีเดียวที่จะทำให้คุณได้งาน หรือ พลาดโอกาสได้งานดีๆ รูปถ่ายแบบไหนกันนะที่ควรนำมาติดในใบสมัครงาน ก่อนอื่นเลยคุณต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพถ่ายจากปัจจัยแวดล้อมดังนี้

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression

1. ตำแหน่งงานที่คุณไปสมัคร

แน่นอนว่า ถ้าคุณไปสมัครในตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ระดับพนักงานปฏิบัติการหัวหน้างาน  ผู้จัดการทุกระดับ สำหรับผู้ชายควรเป็นภาพถ่ายที่สวมเสื้อสีสุภาพและผูกเนคไทสีพื้น คลุมทับด้วยสูท เน้นสูทสีสุภาพเช่นกัน คือ  สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ

สำหรับคุณผู้หญิงนั้นควรสวมเสื้อสีพื้นมีปก จำไว้ว่าอย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดมันสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ   ไม่ควรสวมเครื่องประดับและติดเครื่องประดับที่ชุด ควรสวมสูทพอดี

ในขณะที่ผู้ที่ไปสมัครงานในตำแหย่งที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูงภาพถ่ายในลักษณะที่กล่าวมาอาจไม่สะท้อนตัวตนของคุณสามารถใช้ภาพที่ดูมีอิริยาบถที่ดูสบายๆได้ แต่ต้องไม่กาลเทศะและความเหมาะสม  คุณอาจใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ก็ได้ไม่ผิดอะไร แต่ต้องมองออกมาแล้วไม่ทำลายบุคลิกภาพที่ดี

2. เสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตรวจดูทรงผม

สุภาพบุรุษนั้นควรจัดการกับทรงผมให้มีความเรียบร้อยแม้จะมีการใส่แฟชั่นลงไปในทรงผมแต่ต้องมีขอบเขต ขอให้ออกมาในลุคที่คุณดูดีไม่ดูขรึมมากเกินไปจนดูผิดธรรมชาติ และอย่าลืมโกนหนวด โกนเคราให้เรียบร้อยด้วย

job-apply-photo

คุณผู้หญิงต้องขอเลยว่าอย่าถ่ายรูปสมัครงานด้วยทรงผมที่มีสีสันจัดจ้าน  ไฮไลท์ หนักๆ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้คุณดูดีในสายตากรรมการ แต่ก็ไม่ใช่จะต้องมาในลุคผมดำสนิทตัดผมตรงหรือรวบตึงเสมอไป ขอให้ออกมาแล้วเสริมบุคลิกให้คุณดูน่ามองจะดีกว่า  และในบางตำแหน่งงานที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงให้คุณต้องถ่ายภาพเกล้าผม ก็จงหลีกเลี่ยงจะดีกว่าเพราะมันดุขาดความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว และอย่าลืม ห้ามคาดผมหรือติดเครื่องประดับที่ผมโดยเด็ดขาด

3.อย่าได้ลืมใส่ใจกับผิวหน้า

คุณผู้ชายหลายคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้แต่ขอให้ใส่ใจเถอะเพราะการจะปล่อยหน้าที่มีสิว ผิวหยาบกร้านไปให้กรรมการเห็นคุณจากภาพแรกก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจจริงไหม อย่างน้อยควรให้ช่างภาพจัดการกับข้อบกพร่องเหล่านี้ของคุณสักหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่น่าห่วงในเรื่องนี้ ขอแค่อย่ามากไปแค่นั้นพอ และโทนการแต่งหน้าที่ไม่ควรเลยในการถ่ายภาพสมัครงานคือ ลุคหลากสีเป็นนกแก้ว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากแดง เพราะมันดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ โทนสีสุภาพเช่นสีน้ำตาลส้ม หรือ น้ำตาลชมพูทำให้คุณดูดีกว่ามาก

สุดท้ายจำไว้ว่าอย่าเอารูปชุดนักศึกษาไปสมัครงาน รูปชุดครุยก็จงเก็บไว้ภูมิใจที่บ้าน ส่วนภาพสติ๊กเกอร์หรือภาพถ่ายที่ปริ้นใส่กระดาษธรรมดาไม่ควรเอาใช้เด็ดขาด และควรถ่ายภาพโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงินจะดีที่สุด

Please follow and like us:

รูปถ่าย สำคัญแค่ไหนในการสมัครงาน

รูปถ่ายนั้น สำคัญไฉน ใช้รูปถ่ายเซลฟี่ ได้หรือไม่จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายทางการ หน้าตรงทรงผมเรียบร้อย เท่านั้นหรือ  ค่ะ เราเชื่อว่าคุณมีคำถามเหล่านี้ในใจ เอาเป็นว่าเคลียร์คัตกันไปแต่ละประเด็นค่ะ

รูปถ่ายนั้น สำคัญไฉน

              สำคัญมากค่ะ เพราะ รูปถ่ายใบเล็กจิ๋วนี้ จะแสดงถึงความใส่ใจ และความพยายามในการสมัครงานค่ะ แน่นอนว่าในการสมัครงานหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง หรือกี่ครั้งก็แล้วแต่ ที่เราต้องดั้นด้นไปถ่ายรูปและรอรูปเพื่อเอามาแปะในใบสมัคร

หรือแม้กระทั้งการสมัครงานใน Job ทั้งหลายในเวปไซต์ ซึ่งคิดดูค่ะว่ากำลังสมัครจะเสร็จอยู่แล้ว  อ้าวไม่มีรูปที่เป็นทางการ มีแต่รูปถ่ายเล่นๆ ทั้งนั้นเลย ใครบ้างที่จะหยุดการสมัคร แล้วออกไปถ่ายรูปแล้วเอารูปมาแปะอีกที ช่างเป็นกระบวนการที่น่าลำใยเสียนี่กระไร หากคิดเช่นนั้นแล้ว หลายคนก็จะเลือกเอารูปที่มีอยู่ถ่ายเล่นๆ อะไรก็ได้ เอามาแปะ และเชื่อเถอะค่ะว่า HR ผู้คัดกรองใบสมัคร เปิดข้ามใบสมัครของเราไปแน่นอน เพราะรูปถ่ายใบเล็กนี้ แสดงถึงความใส่ใจ ในเรื่องเล็กน้อยอย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นค่ะ

ใช้รูปถ่ายเซลฟี่ ได้หรือไม่

ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะการใช้รูปเซลฟี่ นับเป็นการแสดงถึงความเป็นเด็กน้อยของเราโดยแท้ และรวมถึงการไม่รู้จักกาลเทศะเป็นอย่างยิ่งในสายตา HR ผู้คัดกรองใบสมัครค่ะ และผลที่ตามมาคือ HR จะเปิดข้ามใบสมัครของเราไปแน่นอนอีกเช่นกัน  สรุปง่ายๆ ว่า การสมัครงานเป็นเรื่องที่เป็นทางการค่ะ ฉะนั้นจะใช้รูปที่ไม่เป็นทางการอย่างรูปเซลฟี่ได้อย่างไร ขอให้ลบความคิดที่จะใช้รูปถ่ายเล่นๆ ไปได้เลยค่ะ

จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายทางการ หน้าตรงทรงผมเรียบร้อย เท่านั้นหรือ  

              คำตอบคือ จำเป็นมากถึงมากที่สุดค่ะ เหตุผล ขอให้กลับไปดูสองข้อแรกด้านบนเจ้าค่ะ รูปถ่ายถือเป็นตัวแทนของเราค่ะ ในการที่แนะนำตัวเรา หน้าตาเรา บุคลิกเราให้ HR ได้รู้จักตั้งแต่อยู่ในใบสมัคร ดังนั้น รูปถ่ายคือตัวแทนของเรา คือ First Impression ที่จะสร้างความประทับใจให้  HR และใบสมัครของเราจะได้เข้าไปอยู่ในกองใบสมัครที่จะทำการนัดสัมภาษณ์งานต่อไป แน่นอน

 

ในการถ่ายรูปเพื่อการสมัครงาน และจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อยนะคะ ใครที่คิดว่า ถ่ายรูปเฉยๆ ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าก็ได้ ขอฝากความหวังไว้ที่ร้านถ่ายรูป ก็ขอบอกว่าคุณคิดผิดถนัดค่ะ ขอให้ลบความคิดนี้ไปเสีย และชุดที่ใช้จะเป็นชุดคลุยส์ของบัณฑิต หรือเป็นเสื้อเชิ้ตสวมสูทเรียบร้อยก็ได้ค่ะ

Please follow and like us:

คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

นับเป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเต้นตุบๆ ทุกครั้งที่จะหางานทำเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะเรามักจะกลัวคำถาม และกลัวการตอบคำถามสัมภาษณ์งานของเราค่ะ วันนี้เราจึงมีตัวอย่างคำถามที่ต้องเจอแน่นอนมาฝากกันค่ะ

              1.) ขอให้คุณเล่าเรื่องของคุณสั้นๆ

เปิดคำถามมาก็มักจะกว้างเป็นแม่น้ำอย่างนี้ล่ะค่ะ คำถามนี้เจอแน่นอนและมักจะเป็นคำถามแรกเสมอ หากเจอสถานการณ์นี้เข้าไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติค่ะใจเย็นๆ ห้ามลนลาน แม้ในใจของคุณไม่รู้จะเริ่มเล่าเรื่องของคุณตั้งแต่ช่วงไหนดี  เอาง่ายๆ แบบนี้ว่า ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลค่ะ เริ่มแค่จากสมัยเรียนปริญญาตรีก็พอจ้า  การสัมภาษณ์งานเพื่อให้เขาได้รู้จักตัวเรามากขึ้นจากใบสมัครค่ะ และหากคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างแล้ว ก็เล่าถึงที่ทำงานในปีแรกจนถึงล่าสุด เพียงแค่บอกชื่อที่ทำงานและตำแหน่งงานก็พอนะคะ ที่เหลือเดี๋ยวกรรมการเค้าจะถามต่อเองจ้า

คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

              2.) เพราะอะไร คุณถึงอยากร่วมงานกับเรา

เอาล่ะสิคะ คำถามยากแฮะ เป็นคำถามวัดปฏิภาณไหวพริบทีเดียวค่ะ เพราะนี่ไม่ได้มีคำตอบตายตัวนะคะ ความเป็นตัวเราล้วนๆ เลย ที่จะช่วยให้ผ่านด่านนี้ไปได้  แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สิ่งที่เราแนะนำคือ ก่อนมาสัมภาษณ์งานคุณควรเข้าเวปบริษัทและอ่านข้อมูลมาโดยละเอียดค่ะ เมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป ก็งัดมันออกมาตอบได้เลย เช่น เพราะความมั่นคงของบริษัทซึ่งก่อตั้งมาแล้วกว่า 50 ปี (บลาๆๆๆๆ ก็ว่าไป) หรือ ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ว่า (จุดๆๆๆๆๆ อะไรก็ว่าไปค่ะ) เท่านี้ก็ได้ใจกรรมการเพิ่มแล้วจ้า

              3.) หากได้ร่วมงานกับเรา คุณจะพัฒนางานของคุณอย่างไร

คำถาม สัมภาษณ์งาน นี้หินไม่แพ้กันค่ะ อันนี้ขอแนะนำว่าให้ซ้อมตอบมาเลยนะคะ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่เราเดินไปสมัครค่ะ เพราะหากไม่ซ้อมรับรองว่าหน้างานมีการเอิ๊กอั๊กเลิกลั๊กให้เสียคะแนนแน่นอน

              4.) สะดวกในการเดินทางมาทำงานหรือไม่

คำถามนี้เหมือนจะตอบง่ายค่ะ แต่ห้ามตอบส่งๆ ไปเพียงเพราะอยากได้งานนะคะ เพราะกรรมการสัมภาษณ์งาน จะพิจารณาตั้งแต่เห็นที่อยู่เราจากในใบสมัครแล้วค่ะ ว่า โอ้โห!!! ที่บ้านกับที่ทำงาน อยู่กันคนละซีกโลกเลยนี่ หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาที่กรรมการจะตั้งคำถามค่ะ หากเราตอบว่าได้ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง กรรมการก็จะมี Question ในใจนิดหน่อยแต่ไม่ได้คะแนนเพิ่มนะคะ แต่หากตอบว่า ถ้าได้งานก็จะหาที่พักใกล้ที่ทำงาน อันนี้มีเปอร์เซ็นต์สูงในการผ่านการพิจารณาค่ะ

              5.) คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

นี่เป็นคำถามชี้ชะตา ว่าเราจะได้ร่วมงานหรือไม่นะคะ อุตส่าห์ตอบมาดีทั้งหมด หลายคนตกม้าตายตอนนี้ คือเรียกเงินเดือนสูงไปก็ไม่รอดนะคะ

Please follow and like us:

เตรียมตัวสอบสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ

ในการสอบสัมภาษณ์งาน สิ่งที่เราตื่นเต้นที่สุดก็ช่วงการสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษนั่นล่ะค่ะ พลางก็คิดในใจว่าอย่าว่าแต่ภาษาอังกฤษเลย ภาษาไทยก็เอาตัวรอดให้ได้ก่อนมั๊ย อะไรเทือกนี้ แต่ก็ได้แค่คิดเนาะ ตื่นมาเจอโลกแห่งความจริงกันดีกว่าค่ะ เมื่อต้องสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ เราต้องเตรียมตัวอย่างไร คำถามใดบ้างที่กรรมการจะถามในห้องสัมภาษณ์ วันนี้เรามีตัวอย่างคำถามที่เจอแน่นอนมาฝากกันให้เตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์ มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ

1.) “Could you please introduce yourself a bit? หรือ Tell me a bit about yourself”

นี่คือประโยคคำถามแรกที่จะได้ยินอย่างแน่นอนค่ะ คำถามปลายเปิดที่เค้าให้เราแนะนำตัวเองสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษ สิ่งที่ต้องเตรียมแน่นอนแล้วก็คือ เตรียมตัวเองค่ะ โดยการซ้อมๆๆๆ และก็ซ้อมค่ะ ซ้อมแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ และเมื่อซ้อมมาดีแล้ว มาถึงห้องสัมภาษณ์ก็ทำใจร่มๆ ค่ะ เวลาตอบไม่ต้องกังวลกับความถูกต้อง 100% เพราะไม่มีอะไรที่เพอร์เฟ็ค ขอให้ทำเต็มที่ที่เรามั่นใจก็พอแล้วค่ะ

2.) คำถามที่ 2 คือ Education, internship and experiences in university

มาแน่นอนกับการให้พูดถึงประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยค่ะ อันนี้ก็ควรลิสไว้เลยว่าจะพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง เวลาอยู่ในห้องสัมภาษณ์ จะได้ไม่ลนตอบนอกประเด็นออกทะเลไปไกล หรือไม่ก็เงียบกริบ ไม่รู้จะเริ่มหรือจะตอบอะไรดี การตอบคำถามนี้แนะนำว่าลองหาไกด์ไลน์จากเรซูเม่ที่เป็นภาษาอังกฤษค่ะ แล้วเอามาปรับใช้ให้เป็นข้อมูลของเรา เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ

3.) Professional experiences

คำถามนี้ให้เล่าถึงประสบการณ์ในการฝึกงานหรือการทำงานของเราค่ะ หากเป็นน้องใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานก็เล่าถึงการฝึกงานในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เราจะต้องออกฝึกงานกันอยู่แล้วนั่นล่ะค่ะ เอามาใช้ได้เลย ส่วนคนที่เคยทำงานมาโชกโชนแล้ว พอจะมีประวัติการทำงานที่นึงหรือสองที่ก็ยกมาเล่าในแต่ละที่ได้เลยค่ะ

สังเกตว่าคำถามในการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษก็ล้อมาจากการสัมภาษณ์ภาษาไทยเลยนะคะ ฉะนั้นเราก็พอจะเดาคำถามและเตรียมตัวได้ไม่ยากค่ะ และประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหากันเยอะคือ ฟังคำถามเข้าใจ แต่เราไม่รู้จะตอบว่าอะไร นี่คือปัญหาโลกแตกค่ะ ฉะนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการจำลองสถาณการณ์แล้วก็ซ้อมๆๆๆ ค่ะ การฝึกคิดเป็นภาษาอังกฤษก็จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากอาการอ้ำๆ อึ้งๆ เมื่อเจอคำถามได้เช่นกัน นอกจากนี้จะมีคำถามอื่นๆ ซึ่งเป็นคำถามทั่วๆ ไป เช่น ให้บอกข้อดี ข้อเสียของตนเอง , ให้พูดถึงงานอดิเรกที่ชอบทำ และ เพราะเหตุใดคุณจึงอยากร่วมงานกับเรา คำถามเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องเจอเช่นกันค่ะ

Please follow and like us:

ประสบการณ์ทำงานไม่มี จะสมัครงานได้ไหม

เป็นคำถามง่ายๆ แต่ทำให้หลายคนกังวลใจจนนอนไม่หลับเลยทีเดียวค่ะ เมื่อเกิดคำถามนี้ในใจ ให้คิดไว้เสมอค่ะ ว่าทุกคนย่อมมีการเริ่มต้น หากไม่นับหนึ่งแล้วจะเดินขึ้นไปสองได้อย่างไร จริงมั๊ยคะ ฉะนั้นแล้วถึงไม่มีประสบการณ์ก็สามารถสมัครงานได้แน่นอนค่ะ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องนึงก่อนค่ะว่า ในยุคปัจจุบันการแข่งขันสูงขึ้น เศรษฐกิจมีผลต่อผลกำไรของบริษัท นั่นหมายความว่ากำไรน้อยความสามารถในการจ้างคนที่ประสบการณ์ทำงานสูงย่อมน้อยตามไปด้วยค่ะ เพราะการจ้างงานต้องจ่ายเงินเดือนตามประสบการณ์ทำงาน ยิ่งประสบการณ์มาก ห้าปี สิบปี ยิ่งต้องจ้างแพงตามลำดับ หลายบริษัทจึงหันมาจ้างเด็กใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน เพราะนอกจากจะประหยัดงบได้แล้วเด็กใหม่ยังมีไฟในการทำงานสูงอีกด้วยค่ะ ที่เหลือก็ฝากความหวังไว้ที่รุ่นพี่ที่จะทำการสอนงานให้น้องใหม่ไปได้ถึงฝั่งฝัน

ประสบการณ์ทำงานไม่มี จะสมัครงานได้ไหม

 

นอกจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานนั้นๆ ค่ะ ว่าต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานหรือไม่ หากต้องการ ต้องการกี่ปี หากเราอยู่ในข่ายคุณสมบัติที่บริษัทต้องการ ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ พกความมั่นใจไปพร้อมกับเรซูเม่ได้เลย และหากบริษัทไหนที่ต้องการเด็กจบใหม่ ยิ่งเป็นโอกาสอันดีงามค่ะ เตรียมตัวเองให้พร้อมและไปสมัครงานได้เลย เพียงแต่ก่อนไป ก็เตรียมตัวเองสักนิดนะคะในการตอบคำถามคณะกรรมการ

ในส่วนของบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีประสบการณ์การทำงาน แล้วคณะกรรมการจะดูอะไรเป็นหลัก

1.) กิจกรรมที่ทำในสมัยเรียนค่ะ ต้องยอมรับว่ายุคปัจจุบัน จะเรียนดีเป็นเด็กเนิร์สอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะคะ ต้องมีกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยด้วย เพราะไม่มีบริษัทไหนต้องการคนที่มานั่งทำงานอย่างเดียวค่ะ ในด้านทักษะอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการ  ความรับผิดชอบในหน้าที่  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  หรือการบริหารเวลา  การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่สำคัญที่บริษัทต้องการเช่นกัน หากไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน แต่ประสบการณ์จากการร่วมกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย จะเป็นตัวสำคัญในการตอบโจทย์คณะกรรมการค่ะ

2.) ในระหว่างเรียนเราทำงานพิเศษอะไรมาบ้างหรือไม่  ซึ่งหากไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะคะ หากแต่ถ้ามีประวัติด้านการทำงาน พาร์ทไทม์ หรือการทำงานพิเศษอะไรมา คณะกรรมการย่อมจะพิจารณา ทักษะและความสามารถต่างๆ ของเราจากการทำงานเหล่านั้นแทน ถือว่าเป็นแต้มต่อที่เราได้มากกว่าใครเขาไปอีกหนึ่งสเตปค่ะ

ดังนี้แล้ว น่าจะคลายความกังวลใจลงไปได้บ้าง และเตรียมความพร้อม เตรียมความมั่นใจของเราให้ดี เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

ที่มา : https://www.jobtopgun.com/

Please follow and like us: