รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหมือนง่ายแต่ตอบยาก

คนหางานที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายที่ หรือ คนที่อ่อนประสบการณ์ มักเจอคำถามคล้ายๆกัน เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ยากนักที่จะตอบออกมาให้ได้อย่างใจคิดและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์งาน วันนี้เราขอรวบรวมคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยที่จะตอบให้ดี และแนวทางการตอบคำถามมาเป็นข้อมูลให้กับคนหางานทุกคน

1. คุณเคยมีประสบการณ์ทำงานนี้หรือไม่

หลักในการตอบ : ตอบตามความเป็นจริง  หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ายังไม่มีควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงาน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตามตรง และควรที่จะแจ้งว่าขณะนี้กำลังศึกษาด้วยตนเองอยู่ และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้

2. อยากถามอะไรเพิ่มไหม

หลักในการตอบ : ควรมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ
งานที่ทำจะต้องประสานกับส่วนงานไหนบ้าง เป้าหมายของฝ่ายงานเป็นอย่างไร คาดหวังจะให้ผุ้สมัครงานปฏิบัติงานอย่างไร และยังสามารถถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท ได้อีกด้วย

3. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

หลักในการตอบ : แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
องค์กรนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างไร ทั้งในด้านของการดำเนินกิจการและการดูแลสวัสดิการพนักงาน รวมถึงตัวคุณเองจะมีส่วนเข้ามาช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้อย่างไร และคุณมองเห็นว่าจะมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่างไรเมื่อร่วมงานกับองค์กร แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

4. อยากได้เงินเดือนเท่าไร

หลักในการตอบ : ตอบตามข้อมูลที่ได้ศึกษามาด้วยท่าทีที่สุภาพ
ตอบตามที่คุณได้ไปศึกษาเปรียบเทียบมาว่าคุณควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยบอกเหตุผลประกอบเช่น ในตลาดงาน ตำแหน่งนี้ ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ ลากบวกกับประสบการณ์แล้วคุณควรมีเงินเดือนท่าไหร่ เมื่อพูดจบแล้ว ควรปิดท้ายว่า ทั้งนี้ขอให้บริษัทพิจารณาตามความสามารถ จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ หรือ หากไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไรที่จะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควร

5. ทำไมออกจากงานเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนงาน

หลักในการตอบ : จำไว้ว่าไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม แม้เหตุผลที่ออกมาจะมาจากความไม่พอใจที่ทำงานเดิม เพราะคุณจะถูกมองในแง่ลบ แต่ควรเบี่ยงประเด็นในลักษณะที่กล่าวถึงองค์กรที่มาสมัครงาน เช่น คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือคุณต้องทำงานที่ท้าทายมากกว่าเดิม

6. ที่เรียนมาไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครจะทำงานได้เหรอ

หลักในการตอบ : เน้นให้กรรมการเห็นว่าคุณมีความสามารถและพร้อมจะพัฒนาตัวเอง
แม้จะเรียนไม่ตรงกับงานที่มาสมัครแต่มีความสนใจในงานนี้มานาน และได้ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมความรู้ และฝึกทักษะเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเข้าอบรมที่เกี่ยวข้อง การทำงานลักษณะนี้ในแบบ Part time มาก่อน

Please follow and like us:

ก่อนไปสัมภาษณ์งานคุณควรทำอะไร มาดูกัน

ผ่านขั้นตอนการสมัครงานมาแล้ว หากคุณสมบัติของคุณเข้าตาผู้พิจารณาใบสมัคร ขั้นตอนต่อไปที่ผู้สมัครงานจะต้องผ่านด่านคือการสัมภาษณ์งาน เพื่อให้ขั้นตอนนี้ผ่านไปด้วยดี ผู้สมัครงานต้องเตรียมตัวให้ดี

และเวลาก่อนการไปสัมภาษณ์งาน 1 วัน รวมถึงก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ คุณต้องทำอะไรบ้างเรามีเทคนิคดีๆที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวสัมภาษณ์งานได้ดีขึ้นมาฝากกัน รับรองว่าคุณจะจัดการกับความกดดัน และจัดการปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได้ดี ถ้าพร้อมที่จะเป็นคนได้งานมาดูกันเลย

1. มุ่งความสนใจไปที่การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน หากทำงานเดิมอยู่คุณควรลางานเพื่อมาเตรียมความพร้อม หรือเทคนิคที่ดีคือพยายามขอเข้าไปสัมภาษณ์งานในวันจันทร์เพื่อจะได้เตรียมตัวในวันเสาร์อาทิตย์

2. ข้อมูลสำคัญขององค์กรที่คุณไปสมัครงาน คุณต้องรู้และเข้าใจ ตั้งแต่ ปรัชญาและค่านิยม วัฒนธรรมองค์กร ใครเป็นผู้บริหารองค์กร ข่าวสารเกี่ยวกับองค์กรหรือธุรกิจ รู้จักเวปไซต์และช่องทางการสื่อสารขององค์กรที่เป็นโซเชียลมีเดีย

3. นอกจากจะเตรียมการตอบคำถามสัมภาษณ์ คุณต้องเตรียมคำถามที่จะไปถามกรรมการสัมภาษณ์งาน ด้วยเช่นกันโดยต้องพิจารณาว่าเป็นคำถามที่เหมาะสม เช่น องค์กรมีกลยุทธ์ในการสร้างความเจริญเติบโตอย่างไร งานที่คุณไปสมัครนั้นทางหัวหน้างานมีเป้าหมายและความท้าทายอะไรที่ต้องพิชิต องค์กรมีความคาดหวังต่อตัวคุณอย่างไร

4. ซ้อมการสัมภาษณ์โดยควรพูดออกมาแบบออกเสียง และควรฝึกพูดให้เป็นธรรมชาติ พูดให้คล่อง ไม่ตะกุกตะกัก โดยควรให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนเป็นคู่สนทนาจำลองสถานการณ์

5. จัดเตรียมเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม สำหรับการไปสัมภาษณ์งานให้พร้อม รีดเสื้อผ้าให้เรียบ เลือกรองเท้า กระเป๋าที่เข้ากับชุด

6. ตรวจสอบเอกสารและตรวจสอบแฟ้มสะสมผลงานอีกครั้งพร้อมฝึกการนำเสนอ

7. วางแผนการเดินทางให้ดี เลือกเส้นทางที่ประหยัดเวลา หาทางสำรองไว้กรณีที่อาจจะมีปัญหาการจราจร

8. ควรนอนก่อน 22.00 น. เพื่อพักผ่อนให้เพียงพอและอย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อไม่ให้พลาดเวลานัดหมายอาจให้เพื่อนโทรปลุกและโทรมาอีกครั้งหลังจากปลุก 15 นาที กันพลาดเพื่อสอบถามว่าคุณตื่นและเตรียมตัวแล้วหรือยัง รับประทานอาหารเช้าและผ่อนคลายด้วยการฟังเพลงสร้างมีสมาธิมากขึ้นก่อนการสัมภาษณ์งาน

9. ระหว่างเดินทางทบทวนสิ่งสำคัญที่ควรรู้คร่าวๆไม่ต้องท่องจำจนดูลนลาน เมื่อถึงสถานที่สัมภาษณ์ซึ่งควรไปถึงอย่างน้อย 30 นาที ปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายไม่ต้องจดจ่อท่องจำอะไรควรปรับตัวให้รู้สึกสบายกับสถานที่

10. สำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกก่อนเข้าไปสัมภาษณ์งาน ดูเสื้อผ้า หน้า ผม กลิ่นตัว กลิ่นปาก สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพิ่มความมั่นใจ พูดคุยทักทายผู้มาสัมภาษณ์อื่นๆ ทำใจสบายๆแล้วรอเวลาเข้าสู่การสัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจ

Please follow and like us:

รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหมือนง่ายแต่ตอบยาก

คนหางานที่ผ่านการสัมภาษณ์งานมาแล้วหลายที่ หรือ คนที่อ่อนประสบการณ์ มักเจอคำถามคล้ายๆกัน เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่ายแต่ยากนักที่จะตอบออกมาให้ได้อย่างใจคิดและถูกใจกรรมการสัมภาษณ์งาน

คำถามสัมภาษณ์งาน

วันนี้เราขอรวบรวมคำถามที่ดูแสนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยที่จะตอบให้ดี และแนวทางการตอบคำถามมาเป็นข้อมูลให้กับคนหางานทุกคน

1. คุณเคยมีประสบการณ์ทำงานนี้หรือไม่

หลักในการตอบ  ตอบตามความเป็นจริง

หากผู้สมัครงานเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้ายังไม่มีควรบอกว่ามีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงหรือเคยฝึกงาน แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ใด ๆ เลยก็ควรบอกไปตามตรง และควรที่จะแจ้งว่าขณะนี้กำลังศึกษาด้วยตนเองอยู่ และคุณพร้อมที่จะเรียนรู้

2. อยากถามอะไรเพิ่มไหม

หลักในการตอบ  ควรมีคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในงานที่ผู้สมัครงานต้องทำ

งานที่ทำจะต้องประสานกับส่วนงานไหนบ้าง เป้าหมายของฝ่ายงานเป็นอย่างไร คาดหวังจะให้ผุ้สมัครงานปฏิบัติงานอย่างไร   และยังสามารถถามเกี่ยวกับสวัสดิการ โครงการฝึกอบรมของบริษัท ได้อีกด้วย

3. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

หลักในการตอบ  แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

องค์กรนี้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างไร ทั้งในด้านของการดำเนินกิจการและการดูแลสวัสดิการพนักงาน รวมถึงตัวคุณเองจะมีส่วนเข้ามาช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้อย่างไร และคุณมองเห็นว่าจะมีโอกาสได้พัฒนาตนเองอย่างไรเมื่อร่วมงานกับองค์กร แสดงให้เห็นถึงความภูมิใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

4. อยากได้เงินเดือนเท่าไร

หลักในการตอบ  ตอบตามข้อมูลที่ได้ศึกษามาด้วยท่าทีที่สุภาพ

ตอบตามที่คุณได้ไปศึกษาเปรียบเทียบมาว่าคุณควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยบอกเหตุผลประกอบเช่น ในตลาดงาน ตำแหน่งนี้ ได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ ลากบวกกับประสบการณ์แล้วคุณควรมีเงินเดือนท่าไหร่

เมื่อพูดจบแล้ว ควรปิดท้ายว่า ทั้งนี้ขอให้บริษัทพิจารณาตามความสามารถ จะพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ หรือ หากไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไรที่จะเหมาะสม ควรตอบว่าแล้วบริษัทจะเห็นสมควร

5. ทำไมออกจากงานเดิม ทำไมถึงเปลี่ยนงาน

หลักในการตอบ   จำไว้ว่าไม่ควรตำหนิที่ทำงานเดิม

แม้เหตุผลที่ออกมาจะมาจากความไม่พอใจที่ทำงานเดิม เพราะคุณจะถูกมองในแง่ลบ แต่ควรเบี่ยงประเด็นในลักษณะที่กล่าวถึงองค์กรที่มาสมัครงาน เช่น  คิดว่าที่ทำงานใหม่จะให้โอกาสและประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือคุณต้องทำงานที่ท้าทายมากกว่าเดิม

6. ที่เรียนมาไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัครจะทำงานได้เหรอ

หลักในการตอบ เน้นให้กรรมการเห็นว่าคุณมีความสามารถและพร้อมจะพัฒนาตัวเอง

แม้จะเรียนไม่ตรงกับงานที่มาสมัครแต่มีความสนใจในงานนี้มานาน และได้ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานมาเป็นอย่างดี มีการเตรียมความรู้ และฝึกทักษะเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเข้าอบรมที่เกี่ยวข้อง การทำงานลักษณะนี้ในแบบ Part time มาก่อน

Please follow and like us:

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression ต้องเลือกรูปสมัครงานให้ดี

หากคุณกำลังจะไปสมัครงาน เอกสารทุกอย่างครบถ้วน เรซูเม่ก็เขียนออกมาอย่างดี ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างดูโอเค  และพร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว !! ขอให้มองดูรูปที่ใช้สำหรับการสมัครงานสักนิด

รูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน ถือเป็นอีกหนึ่ง เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญมากทีเดียวที่จะทำให้คุณได้งาน หรือ พลาดโอกาสได้งานดีๆ รูปถ่ายแบบไหนกันนะที่ควรนำมาติดในใบสมัครงาน ก่อนอื่นเลยคุณต้องพิจารณาความเหมาะสมของภาพถ่ายจากปัจจัยแวดล้อมดังนี้

อยากสร้างคะแนนด้วย First Impression

1. ตำแหน่งงานที่คุณไปสมัคร

แน่นอนว่า ถ้าคุณไปสมัครในตำแหน่งที่ต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น ระดับพนักงานปฏิบัติการหัวหน้างาน  ผู้จัดการทุกระดับ สำหรับผู้ชายควรเป็นภาพถ่ายที่สวมเสื้อสีสุภาพและผูกเนคไทสีพื้น คลุมทับด้วยสูท เน้นสูทสีสุภาพเช่นกัน คือ  สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ

สำหรับคุณผู้หญิงนั้นควรสวมเสื้อสีพื้นมีปก จำไว้ว่าอย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดมันสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ   ไม่ควรสวมเครื่องประดับและติดเครื่องประดับที่ชุด ควรสวมสูทพอดี

ในขณะที่ผู้ที่ไปสมัครงานในตำแหย่งที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์สูงภาพถ่ายในลักษณะที่กล่าวมาอาจไม่สะท้อนตัวตนของคุณสามารถใช้ภาพที่ดูมีอิริยาบถที่ดูสบายๆได้ แต่ต้องไม่กาลเทศะและความเหมาะสม  คุณอาจใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ก็ได้ไม่ผิดอะไร แต่ต้องมองออกมาแล้วไม่ทำลายบุคลิกภาพที่ดี

2. เสื้อผ้าเหมาะสมแล้ว ก็ต้องไม่ลืมตรวจดูทรงผม

สุภาพบุรุษนั้นควรจัดการกับทรงผมให้มีความเรียบร้อยแม้จะมีการใส่แฟชั่นลงไปในทรงผมแต่ต้องมีขอบเขต ขอให้ออกมาในลุคที่คุณดูดีไม่ดูขรึมมากเกินไปจนดูผิดธรรมชาติ และอย่าลืมโกนหนวด โกนเคราให้เรียบร้อยด้วย

job-apply-photo

คุณผู้หญิงต้องขอเลยว่าอย่าถ่ายรูปสมัครงานด้วยทรงผมที่มีสีสันจัดจ้าน  ไฮไลท์ หนักๆ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้คุณดูดีในสายตากรรมการ แต่ก็ไม่ใช่จะต้องมาในลุคผมดำสนิทตัดผมตรงหรือรวบตึงเสมอไป ขอให้ออกมาแล้วเสริมบุคลิกให้คุณดูน่ามองจะดีกว่า  และในบางตำแหน่งงานที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงให้คุณต้องถ่ายภาพเกล้าผม ก็จงหลีกเลี่ยงจะดีกว่าเพราะมันดุขาดความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว และอย่าลืม ห้ามคาดผมหรือติดเครื่องประดับที่ผมโดยเด็ดขาด

3.อย่าได้ลืมใส่ใจกับผิวหน้า

คุณผู้ชายหลายคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้แต่ขอให้ใส่ใจเถอะเพราะการจะปล่อยหน้าที่มีสิว ผิวหยาบกร้านไปให้กรรมการเห็นคุณจากภาพแรกก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจจริงไหม อย่างน้อยควรให้ช่างภาพจัดการกับข้อบกพร่องเหล่านี้ของคุณสักหน่อย ส่วนคุณผู้หญิงนั้นไม่น่าห่วงในเรื่องนี้ ขอแค่อย่ามากไปแค่นั้นพอ และโทนการแต่งหน้าที่ไม่ควรเลยในการถ่ายภาพสมัครงานคือ ลุคหลากสีเป็นนกแก้ว ตาฟ้า แก้มส้ม ปากแดง เพราะมันดูไม่มีความเป็นมืออาชีพ โทนสีสุภาพเช่นสีน้ำตาลส้ม หรือ น้ำตาลชมพูทำให้คุณดูดีกว่ามาก

สุดท้ายจำไว้ว่าอย่าเอารูปชุดนักศึกษาไปสมัครงาน รูปชุดครุยก็จงเก็บไว้ภูมิใจที่บ้าน ส่วนภาพสติ๊กเกอร์หรือภาพถ่ายที่ปริ้นใส่กระดาษธรรมดาไม่ควรเอาใช้เด็ดขาด และควรถ่ายภาพโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงินจะดีที่สุด

Please follow and like us:

รูปถ่าย สำคัญแค่ไหนในการสมัครงาน

รูปถ่ายนั้น สำคัญไฉน ใช้รูปถ่ายเซลฟี่ ได้หรือไม่จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายทางการ หน้าตรงทรงผมเรียบร้อย เท่านั้นหรือ  ค่ะ เราเชื่อว่าคุณมีคำถามเหล่านี้ในใจ เอาเป็นว่าเคลียร์คัตกันไปแต่ละประเด็นค่ะ

รูปถ่ายนั้น สำคัญไฉน

              สำคัญมากค่ะ เพราะ รูปถ่ายใบเล็กจิ๋วนี้ จะแสดงถึงความใส่ใจ และความพยายามในการสมัครงานค่ะ แน่นอนว่าในการสมัครงานหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง หรือกี่ครั้งก็แล้วแต่ ที่เราต้องดั้นด้นไปถ่ายรูปและรอรูปเพื่อเอามาแปะในใบสมัคร

หรือแม้กระทั้งการสมัครงานใน Job ทั้งหลายในเวปไซต์ ซึ่งคิดดูค่ะว่ากำลังสมัครจะเสร็จอยู่แล้ว  อ้าวไม่มีรูปที่เป็นทางการ มีแต่รูปถ่ายเล่นๆ ทั้งนั้นเลย ใครบ้างที่จะหยุดการสมัคร แล้วออกไปถ่ายรูปแล้วเอารูปมาแปะอีกที ช่างเป็นกระบวนการที่น่าลำใยเสียนี่กระไร หากคิดเช่นนั้นแล้ว หลายคนก็จะเลือกเอารูปที่มีอยู่ถ่ายเล่นๆ อะไรก็ได้ เอามาแปะ และเชื่อเถอะค่ะว่า HR ผู้คัดกรองใบสมัคร เปิดข้ามใบสมัครของเราไปแน่นอน เพราะรูปถ่ายใบเล็กนี้ แสดงถึงความใส่ใจ ในเรื่องเล็กน้อยอย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นค่ะ

ใช้รูปถ่ายเซลฟี่ ได้หรือไม่

ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะการใช้รูปเซลฟี่ นับเป็นการแสดงถึงความเป็นเด็กน้อยของเราโดยแท้ และรวมถึงการไม่รู้จักกาลเทศะเป็นอย่างยิ่งในสายตา HR ผู้คัดกรองใบสมัครค่ะ และผลที่ตามมาคือ HR จะเปิดข้ามใบสมัครของเราไปแน่นอนอีกเช่นกัน  สรุปง่ายๆ ว่า การสมัครงานเป็นเรื่องที่เป็นทางการค่ะ ฉะนั้นจะใช้รูปที่ไม่เป็นทางการอย่างรูปเซลฟี่ได้อย่างไร ขอให้ลบความคิดที่จะใช้รูปถ่ายเล่นๆ ไปได้เลยค่ะ

จำเป็นต้องเป็นรูปถ่ายทางการ หน้าตรงทรงผมเรียบร้อย เท่านั้นหรือ  

              คำตอบคือ จำเป็นมากถึงมากที่สุดค่ะ เหตุผล ขอให้กลับไปดูสองข้อแรกด้านบนเจ้าค่ะ รูปถ่ายถือเป็นตัวแทนของเราค่ะ ในการที่แนะนำตัวเรา หน้าตาเรา บุคลิกเราให้ HR ได้รู้จักตั้งแต่อยู่ในใบสมัคร ดังนั้น รูปถ่ายคือตัวแทนของเรา คือ First Impression ที่จะสร้างความประทับใจให้  HR และใบสมัครของเราจะได้เข้าไปอยู่ในกองใบสมัครที่จะทำการนัดสัมภาษณ์งานต่อไป แน่นอน

 

ในการถ่ายรูปเพื่อการสมัครงาน และจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อยนะคะ ใครที่คิดว่า ถ่ายรูปเฉยๆ ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าก็ได้ ขอฝากความหวังไว้ที่ร้านถ่ายรูป ก็ขอบอกว่าคุณคิดผิดถนัดค่ะ ขอให้ลบความคิดนี้ไปเสีย และชุดที่ใช้จะเป็นชุดคลุยส์ของบัณฑิต หรือเป็นเสื้อเชิ้ตสวมสูทเรียบร้อยก็ได้ค่ะ

Please follow and like us:

คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

นับเป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเต้นตุบๆ ทุกครั้งที่จะหางานทำเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะเรามักจะกลัวคำถาม และกลัวการตอบคำถามสัมภาษณ์งานของเราค่ะ วันนี้เราจึงมีตัวอย่างคำถามที่ต้องเจอแน่นอนมาฝากกันค่ะ

              1.) ขอให้คุณเล่าเรื่องของคุณสั้นๆ

เปิดคำถามมาก็มักจะกว้างเป็นแม่น้ำอย่างนี้ล่ะค่ะ คำถามนี้เจอแน่นอนและมักจะเป็นคำถามแรกเสมอ หากเจอสถานการณ์นี้เข้าไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติค่ะใจเย็นๆ ห้ามลนลาน แม้ในใจของคุณไม่รู้จะเริ่มเล่าเรื่องของคุณตั้งแต่ช่วงไหนดี  เอาง่ายๆ แบบนี้ว่า ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่อนุบาลค่ะ เริ่มแค่จากสมัยเรียนปริญญาตรีก็พอจ้า  การสัมภาษณ์งานเพื่อให้เขาได้รู้จักตัวเรามากขึ้นจากใบสมัครค่ะ และหากคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างแล้ว ก็เล่าถึงที่ทำงานในปีแรกจนถึงล่าสุด เพียงแค่บอกชื่อที่ทำงานและตำแหน่งงานก็พอนะคะ ที่เหลือเดี๋ยวกรรมการเค้าจะถามต่อเองจ้า

คำถามที่ใช้สัมภาษณ์งานมีอะไรบ้าง

              2.) เพราะอะไร คุณถึงอยากร่วมงานกับเรา

เอาล่ะสิคะ คำถามยากแฮะ เป็นคำถามวัดปฏิภาณไหวพริบทีเดียวค่ะ เพราะนี่ไม่ได้มีคำตอบตายตัวนะคะ ความเป็นตัวเราล้วนๆ เลย ที่จะช่วยให้ผ่านด่านนี้ไปได้  แต่ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ สิ่งที่เราแนะนำคือ ก่อนมาสัมภาษณ์งานคุณควรเข้าเวปบริษัทและอ่านข้อมูลมาโดยละเอียดค่ะ เมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป ก็งัดมันออกมาตอบได้เลย เช่น เพราะความมั่นคงของบริษัทซึ่งก่อตั้งมาแล้วกว่า 50 ปี (บลาๆๆๆๆ ก็ว่าไป) หรือ ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ว่า (จุดๆๆๆๆๆ อะไรก็ว่าไปค่ะ) เท่านี้ก็ได้ใจกรรมการเพิ่มแล้วจ้า

              3.) หากได้ร่วมงานกับเรา คุณจะพัฒนางานของคุณอย่างไร

คำถาม สัมภาษณ์งาน นี้หินไม่แพ้กันค่ะ อันนี้ขอแนะนำว่าให้ซ้อมตอบมาเลยนะคะ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่เราเดินไปสมัครค่ะ เพราะหากไม่ซ้อมรับรองว่าหน้างานมีการเอิ๊กอั๊กเลิกลั๊กให้เสียคะแนนแน่นอน

              4.) สะดวกในการเดินทางมาทำงานหรือไม่

คำถามนี้เหมือนจะตอบง่ายค่ะ แต่ห้ามตอบส่งๆ ไปเพียงเพราะอยากได้งานนะคะ เพราะกรรมการสัมภาษณ์งาน จะพิจารณาตั้งแต่เห็นที่อยู่เราจากในใบสมัครแล้วค่ะ ว่า โอ้โห!!! ที่บ้านกับที่ทำงาน อยู่กันคนละซีกโลกเลยนี่ หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาที่กรรมการจะตั้งคำถามค่ะ หากเราตอบว่าได้ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง กรรมการก็จะมี Question ในใจนิดหน่อยแต่ไม่ได้คะแนนเพิ่มนะคะ แต่หากตอบว่า ถ้าได้งานก็จะหาที่พักใกล้ที่ทำงาน อันนี้มีเปอร์เซ็นต์สูงในการผ่านการพิจารณาค่ะ

              5.) คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

นี่เป็นคำถามชี้ชะตา ว่าเราจะได้ร่วมงานหรือไม่นะคะ อุตส่าห์ตอบมาดีทั้งหมด หลายคนตกม้าตายตอนนี้ คือเรียกเงินเดือนสูงไปก็ไม่รอดนะคะ

Please follow and like us:

เตรียมตัวสอบสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ

ในการสอบสัมภาษณ์งาน สิ่งที่เราตื่นเต้นที่สุดก็ช่วงการสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษนั่นล่ะค่ะ พลางก็คิดในใจว่าอย่าว่าแต่ภาษาอังกฤษเลย ภาษาไทยก็เอาตัวรอดให้ได้ก่อนมั๊ย อะไรเทือกนี้ แต่ก็ได้แค่คิดเนาะ ตื่นมาเจอโลกแห่งความจริงกันดีกว่าค่ะ เมื่อต้องสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ เราต้องเตรียมตัวอย่างไร คำถามใดบ้างที่กรรมการจะถามในห้องสัมภาษณ์ วันนี้เรามีตัวอย่างคำถามที่เจอแน่นอนมาฝากกันให้เตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์ มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ

1.) “Could you please introduce yourself a bit? หรือ Tell me a bit about yourself”

นี่คือประโยคคำถามแรกที่จะได้ยินอย่างแน่นอนค่ะ คำถามปลายเปิดที่เค้าให้เราแนะนำตัวเองสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษ สิ่งที่ต้องเตรียมแน่นอนแล้วก็คือ เตรียมตัวเองค่ะ โดยการซ้อมๆๆๆ และก็ซ้อมค่ะ ซ้อมแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ และเมื่อซ้อมมาดีแล้ว มาถึงห้องสัมภาษณ์ก็ทำใจร่มๆ ค่ะ เวลาตอบไม่ต้องกังวลกับความถูกต้อง 100% เพราะไม่มีอะไรที่เพอร์เฟ็ค ขอให้ทำเต็มที่ที่เรามั่นใจก็พอแล้วค่ะ

2.) คำถามที่ 2 คือ Education, internship and experiences in university

มาแน่นอนกับการให้พูดถึงประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยค่ะ อันนี้ก็ควรลิสไว้เลยว่าจะพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง เวลาอยู่ในห้องสัมภาษณ์ จะได้ไม่ลนตอบนอกประเด็นออกทะเลไปไกล หรือไม่ก็เงียบกริบ ไม่รู้จะเริ่มหรือจะตอบอะไรดี การตอบคำถามนี้แนะนำว่าลองหาไกด์ไลน์จากเรซูเม่ที่เป็นภาษาอังกฤษค่ะ แล้วเอามาปรับใช้ให้เป็นข้อมูลของเรา เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ

3.) Professional experiences

คำถามนี้ให้เล่าถึงประสบการณ์ในการฝึกงานหรือการทำงานของเราค่ะ หากเป็นน้องใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานก็เล่าถึงการฝึกงานในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เราจะต้องออกฝึกงานกันอยู่แล้วนั่นล่ะค่ะ เอามาใช้ได้เลย ส่วนคนที่เคยทำงานมาโชกโชนแล้ว พอจะมีประวัติการทำงานที่นึงหรือสองที่ก็ยกมาเล่าในแต่ละที่ได้เลยค่ะ

สังเกตว่าคำถามในการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษก็ล้อมาจากการสัมภาษณ์ภาษาไทยเลยนะคะ ฉะนั้นเราก็พอจะเดาคำถามและเตรียมตัวได้ไม่ยากค่ะ และประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหากันเยอะคือ ฟังคำถามเข้าใจ แต่เราไม่รู้จะตอบว่าอะไร นี่คือปัญหาโลกแตกค่ะ ฉะนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการจำลองสถาณการณ์แล้วก็ซ้อมๆๆๆ ค่ะ การฝึกคิดเป็นภาษาอังกฤษก็จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากอาการอ้ำๆ อึ้งๆ เมื่อเจอคำถามได้เช่นกัน นอกจากนี้จะมีคำถามอื่นๆ ซึ่งเป็นคำถามทั่วๆ ไป เช่น ให้บอกข้อดี ข้อเสียของตนเอง , ให้พูดถึงงานอดิเรกที่ชอบทำ และ เพราะเหตุใดคุณจึงอยากร่วมงานกับเรา คำถามเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องเจอเช่นกันค่ะ

Please follow and like us: